อะกรีคัลเจอร์ ไฮเทค พาร์ค
โดย - สุรัตน์ อัตตะ
หลายคนอาจคิดว่าความก้าวหน้าของภาคเกษตรเวียดนามยังไง ๆ คงตามไทยไม่ทันหรือหากตามทันคงต้องใช้เวลาเป็นสิบ ๆ ปี ความคิดแบบนี้คงต้องย้อนไปเมื่อ 20-30 ปีที่แล้ว แต่ปัจจุบันไม่ได้เป็นอย่างที่คิดและจากนี้ไปอีกไม่เกิน5ปี เชื่อว่าเวียดนามต้องแซงไทยอย่างแน่นอน สิ่งหนึ่งที่ก้าวมาสู่จุดนี้ได้นั่นก็คือความต่อเนื่องนโยบายภาครัฐที่ส่งผลให้เห็นเป็นรูปธรรมคือการสร้างนิคมอุตสาหกรรมการเกษตรครบวงจร ภายใต้ชื่อ อะกรีคัลเจอร์ ไฮเทค พาร์ค ตามจังหวัดต่าง ๆ ที่มีศักยภาพในภาคเกษตร จังหวัดละ 1-2 นิคม อย่างนครโฮจิมินต์มีอยู่ 3 นิมคม จ.ด่องนายก็มีอยู่ 2 นิคม หนึ่งในนั้นคือ อะกรีคัลเจอร์ ไฮเทค พาร์คเขตก๋ำเหม๋ จ.ด่องนาย ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของนครโฮจิมินต์ประมาณ 75 กิโลเมตรโดยนิคมฯนี้อยู่ภายใต้สังกัดสำนักงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจ.ด่องนาย
ปลายสัปดาห์ที่แล้วได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมนิคมอุตสาหกรรมการเกษตรแห่งนี้ โดยคุณหนุ่มหรือธีรพงษ์ ฤทธิ์มาก บอสใหญ่แห่งซิตโต้(เวียดนาม)รับอาสาพาไป พร้อมทำหน้าที่ไกด์คอยให้ข้อมูลด้านต่าง ๆ นิคมฯแห่งนี้ได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2013 บนเนื้อที่ 200 เฮกตาร์(1 เฮกตาร์เท่ากับ 6.2 ไร่) มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการประกอบธุรกิจด้านการเกษตรครบวงจร ตั้งแต่การผลิต การแปรรูป และการบรรจุภัณฑ์ โดยเจ้าของธุรกิจมีทั้งคนเวียดนามและชาวต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในเวียดนาม ข้อดีของนิคมฯนี้รัฐบาลจะให้สิทธิพิเศษทางด้านภาษีและค่าเช่าที่ โดยให้สิทธิพิเศษค่าเช่าที่เพื่อประกอบธุรกิจด้านการเกษตรเป็นเวลา 50 ปี ยกเว้นค่าเช่า 14 ปีแรก จากนั้นจะเก็บค่าเช่า 150 บาทต่อตร.ม.ต่อปี
การเข้าเยี่ยมชมนิคมฯวันนั้นได้ไปดูฟาร์มเพาะปลูกพืชผัก โดยสร้างเป็นโรงเรือนใช้เทคโนโลยีชั้นสูงของบริษัท หย่า เหวียน จำกัดของคุณเหงียนฮ่อง ดัง ควา(Nguqen Hong Dang Khoa) ตั้งอยู่บนเนื้อที่ 15 เฮกตาร์ ภายในฟาร์มแบ่งเป็นโรงงานผลิตโรงเรือนสำเร็จรูปสำหรับปลูกพืชผักเพื่อจำหน่ายให้กับลูกค้าที่สนใจ โดยวัสดุก่อสร้างบางส่วนนำเข้ามาจากประเทศเนเธอร์แลนด์ ใกล้กันจะเป็นแปลงสาธิตการเพาะปลูกพืชผักในโรงเรือน
รับฟังข้อมูลเกี่ยวกับโรงเรือนเพาะปลูกไฮเทคจากคุณเหงียนฮ่อง ดังควาแล้วต้องบอกว่าน่าสนใจทีเดียว เพราะโรงเรือนของเขานั้นเป็นเจ้าของตลาด มีส่วนแบ่งการตลาดมากที่สุดในเวียดนาม แหล่งผลิตไม้ดอกไม้ประดับที่มีชื่องเสียงของเวียดนามอยู่ที่เมืองดาลัสทางตอนกลางของประเทศกว่า 90 เปอร์เซนต์ใช้โรงเรือนไฮเทคจากบริษัทของเขา ไม่เพียงทำตลาดในประเทศเท่านั้น เขายังส่งออกไปยังต่างประเทศอีกด้วย ล่าสุดเพิ่งไปติดตั้งให้กับลูกค้าประกอบธุรกิจผลิตพืชผักรายใหญ่ของประเทศสิงคโปร์
ไม่ใช่แค่โรงเรือนไฮเทคเท่านั้นที่ทำรายได้ให้กับบริษัท หย่า เหวียนแต่ยังมีรายได้จากการจำหน่ายผลผลิตเมล่อน เสาวรสและพืชผักอีกหลายชนิดที่เพาะปลูกอยู่ในโรงเรือนไฮเทคกว่า 10 โรงเรือนที่เขาทำเป็นแปลงสาธิตสำหรับลูกค้าที่มาเยี่ยมชม ที่สำคัญเมล็ดพันธุ์พืชผักที่ปลูกก็นำเข้ามาจากประเทศไทย 100 เปอร์เซนต์ เขายอมรับว่าเชื่อมั่นในเมล็ดพันธุ์คุณภาพที่ผลิตจากประเทศไทย
เสียดายมีเวลาน้อยยังตระเวนชมไม่ทั่วทุกจุดภายในฟาร์ม แต่อย่างน้อยก็ได้มองเห็นอนาคตภาคเกษตรประเทศเวียดนามที่ก้าวขึ้นมาสู่แถวหน้าในภูมิภาคอาเซียนในอีกไม่ช้า!



