ข่าว

กล้วยไม้ช้างแดง?(2)

กล้วยไม้ช้างแดง?(2)

26 ก.พ. 2560

โดย - ศ.ระพี สาคริก

               ถ้ามองเห็นสัจธรรมบทนี้ได้อย่างชัดเจนย่อมรู้ว่า แท้จริงแล้ว“แผ่นดินซึ่งทำหน้าที่รองรับวิถีการดำเนินชีวิตนั้น หากนำมาพิจารณาให้ละเอียดถี่ถ้วน ถ้าสามารถปลดปล่อยเงื่อนไขที่มันฝังอยู่ในจิตใต้สำนึกตนเองออกไปให้มากที่สุด”เพื่อให้เปลี่ยนมาเป็นอิสรภาพ เราย่อมรู้ได้เองว่า แท้จริงแล้ว การมองผงธุลีอย่างไร้ความหมายนั้น ย่อมเกิดจากการสำคัญตนเองผิด ไม่เช่นนั้นแล้วควรจะเห็นความจริงที่มันลึกซึ้งยิ่งกว่านั้นว่า“ภายในพื้นดินอันควรถือว่าเป็นสิ่งรองรับการดำเนินชีวิตของแต่ละคน 

               การสนใจเรียนรู้ควรนำไปสู่การรู้คุณค่าภายในจิตใต้สำนึกของตน หากไม่ตกอยู่ในความประมาทย่อมหยั่งรู้ความจริงว่า พื้นดินผืนนี้ย่อมขาดผงธุลีผงเล็กๆ เสียมิได้”และหากขาดผงธุลีดังกล่าวแผ่นดินผืนนี้ย่อมเกิดขึ้นและดำรงอยู่ได้ยาก นอกจากนั้นเราก็จะกลายเป็นคนอกตัญญูต่อตนเองไปโดยปริยายอย่างปราศจากข้อแก้ตัวใดๆ ทั้งสิ้นนี่แหละ คือ“ความหมายของความเป็นมนุษย์ที่มีคุณค่าอย่างที่สุด”

             ดังนั้น การที่มนุษย์ดูถูกของเล็กก็ดี และยิ่งเล็กเท่าไหร่ แท้จริงแล้วมันก็ควรยิ่งมีความหมายสำหรับการทำหน้าที่เป็นพื้นฐานของการดำเนินชีวิตที่สำคัญที่สุด ฉันนึกถึงเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2552 ซึ่งตัวฉันเองและคนไทยส่วนหนึ่งไปทำงานอยู่ที่เกาะโอกินาวา ประเทศญี่ปุ่น ในวันนั้นฉันได้พูดต่อหน้าสาธารณะชนในการเลี้ยงส่งก่อนที่จะเดินทางกลับว่า แผ่นดินของประเทศนี้ มันเกิดขึ้นได้ก็เพราะผงธุลีผงเล็กๆ ที่หวนกลับมารวมตัวกันกลายเป็นพื้นฐานความรักระหว่างคนต่างชาติต่างภาษาที่มั่นคงเข้มแข็งให้คนในโลกนี้ได้อาศัยอยู่อย่างมีความสุข

             ทว่า พฤติกรรมทำลายความรู้สึกที่ตระหนักถึงคุณค่าของผงธุลีออกจากพื้นฐานความรู้สึกตัวเอง ก็เท่ากับการคิดทำลายล้างเหตุแห่งความมั่นคงและให้เกิดสงครามล้างโลกขึ้นในที่สุด ในช่วงหลังๆ ฉันมักมีโอกาสพบเห็นเธอทั้งหลายที่เกิดมาสู่โลกใบนี้แล้วหลงอยู่กับความสุขทางวัตถุ มักมีแนวโน้มหวนกลับมาทำลายซึ่งกันและกันอย่างขาดความรู้สึกรับผิดชอบต่อความสงบสุขในสังคมของโลกใบนี้

              ไม่ว่าฉันจะได้รับเชิญให้เดินทางไปทำงานที่ประเทศไหนก็ตาม ฉันมักกล่าวย้ำถึงเรื่องนี้อยู่เสมอจึงเป็นเหตุให้หลายคนรู้สึกเคารพรักและศรัทธามาตลอด ทั้งๆ ที่ตัวฉันเองก็ไม่ได้อยากมีหน้ามีตาโดดเด่น ยิ่งในระดับโลกด้วยแล้วภายในจิตใต้สำนึกฉันตระหนักอยู่เสมอว่า เรื่องนี้มันควรมีเหตุมาจากผู้อื่นมากกว่าที่ตัวเองจะคิดอยากได้อะไรทั้งนั้น อันหมายถึงรูปวัตถุที่มันเปลี่ยนแปลงอยู่ในโลกภายนอก หรืออีกนัยหนึ่งก็คือการปล่อยวาง หากนำปฏิบัติอย่างดีที่สุดเท่านั้นเป็นพอ

            ถ้าใครถือปฏิบัติได้ชีวิตก็ย่อมมีความสุขในการทำงานทุกสิ่งอย่างเป็นธรรมชาติ สุดท้ายที่ไม่สุดท้าย ปรัชญาบทนี้สอนให้รู้ว่า“เล็กที่สุดคือใหญ่ที่สุด”ดังนั้น บุคคลใดก็ตามที่เติบโตขึ้นไปสู่ที่สูงสุด ควรวางตนลงมาอยู่ที่ต่ำสุด เพื่อจะได้รับการร่วมมือในการทำงานจากทุกคนและทำงานอย่างมีความสุขด้วย

                                              .............................................................................