ข่าว

ไอเอ็มเอฟมองศก.ไทยปีนี้ติดลบ3% แนะรัฐเดินหน้าลงทุน

ไอเอ็มเอฟมองศก.ไทยปีนี้ติดลบ3% แนะรัฐเดินหน้าลงทุน

28 ส.ค. 2552

ไอเอ็มเอฟประเมินเศรษฐกิจไทยปีนี้ติดลบ 3% ส่วนปีหน้าขยายตัวแค่ 1% แนะรัฐเดินหน้าลงทุน สศค.ชี้เศรษฐกิจเดือน ก.ค.มีสัญญาณฟื้นตัว ไตรมาสสุดท้ายเป็นบวกตามคาด ห่วงยอดนำเข้าหดตัวแรง เป็นจุดเปราะบางของเศรษฐกิจไทย อาจทำให้การเติบโตไม่ยั่งยืน

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เผยแพร่ผลการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2552 และปี 2553 ผ่านเว็บไซต์ของไอเอ็มเอฟ ว่า การหดตัวของเศรษฐกิจไทยจะจำกัดอยู่ที่ 3% ส่วนปีหน้าคาดเศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวเพียง 1% โดยไอเอ็มเอฟเตือนว่า อุปสงค์ในประเทศย่ำแย่ ความต้องการซื้อในต่างประเทศซบเซา บวกการใช้จ่ายภาครัฐ ล้วนมีความสำคัญช่วยให้แนวโน้มการขยายตัวลดลงมีจำกัด พร้อมเสนอแนะให้ไทยเดินหน้าโครงการลงทุนระยะ 3 ปี ของภาครัฐ ซึ่งอยู่ในช่วงเริ่มต้นของโครงการ เพราะช่วยสนับสนุนอุปสงค์ในประเทศให้ฟื้นตัวได้ในช่วงที่เหลือของปีนี้

 นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยในเดือนกรกฎาคม เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวจากไตรมาส 2 และมีทิศทางดีขึ้นตามที่คาดไว้ว่าจะขยายตัวเป็นบวกในระดับ 2-3% ในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ โดยมีการเบิกจ่ายเงินงบประมาณภาครัฐเป็นตัวหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลต้องไม่ชะล่าใจเกี่ยวกับปัจจัยลบที่จะต้องจัดการ เพื่อให้ตัวแปรต่างๆ กลับมาเป็นบวกโดยเร็วที่สุด โดยจุดที่เป็นสัญญาณลบมาจากการนำเข้าที่หดตัวแรง

 "การนำเข้าหดตัวมากเกิน ก็ส่งสัญญาณว่า การเติบโตของเศรษฐกิจจะไม่ยั่งยืน ถือเป็นจุดเปราะบางของเศรษฐกิจไทย เพราะจะเป็นปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจเติบโตแบบ วี เชฟ แบบ 100% หรือ ดับเบิลยู เชฟ แต่การขับเคลื่อนของรัฐบาลที่ผ่านมาถือว่าส่งสัญญาณดีขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งภาคเอกชนยังรอดูทิศทางของรัฐบาลว่าจะสร้างความเชื่อมั่นได้มากเพียงใด หากสามารถทำได้ เชื่อว่าเศรษฐกิจของไทยจะฟื้นตัวเป็นรูปตัววีอย่างแน่นอน” นายสมชัยกล่าว

 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเศรษฐกิจมหภาค ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า มีสัญญาณที่จะทำให้เศรษฐกิจมีการฟื้นตัวรูปตัววีในช่วงสิ้นปีนี้อย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะต้องพยายามหามาตรการที่จะออกมากระตุ้นเศรษฐกิจให้เดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันการขยายตัวของเศรษฐกิจไตรมาส 1 และไตรมาสต่อๆ ไปของปีหน้า

 อย่างไรก็ตาม โอกาสที่เศรษฐกิจระยะต่อไปจะฟื้นตัวแบบดับเบิลยู เชฟ ก็มีเช่นกัน กล่าวคือ หากเศรษฐกิจในประเทศเอเชียฟื้นตัวแบบดับเบิลยู เชฟ ไทยก็จะฟื้นตัวในลักษณะเดียวกัน และการใช้จ่ายภาครัฐไม่เป็นไปตามเป้าหมาย