ข่าว

 แกะรอย191ฆ่าลูกรองผู้ว่าการ สตง.?

แกะรอย191ฆ่าลูกรองผู้ว่าการ สตง.?

28 ส.ค. 2552

ผู้คนในสังคมไทยนับวันจะใช้ความรุนแรงตัดสินปัญหาไปเสียแทบทุกเรื่อง แม้แต่เรื่องของความรัก เหมือนที่เกิดขึ้นกับ "นพพล ปั้นตระกูล" หรือท็อป วัย 25 ปี ลูกชายของอุไร ปั้นตระกูล อดีตรองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นเงิน (สตง.) !?!

กลางดึกวันที่ 25 สิงหาคม ที่ผ่านมา นพพลขับรถเก๋งฮอนด้า ซีวิค สีดำ ทะเบียน 2ฮ 8530 กรุงเทพมหานคร ไปตามง้อขอคืนดีกับอดีตแฟนสาวที่เพิ่งเลิกรากันไปได้ไม่นาน โดยขับรถไปจอดขวางหน้าบ้านเอาไว้ กระทั่งต่อมามีตำรวจนอกเครื่องแบบ 2 นาย เข้ามาขอตรวจค้นรถ เมื่อไม่พบสิ่งของผิดกฎหมาย จึงขอร้องให้ออกไปจากหน้าบ้าน แต่คล้อยหลังไม่นานพนักงานสอบสวน สน.ศาลาแดง ก็ได้รับแจ้งว่าพบศพถูกฆาตกรรมภายในรถเก๋ง ตรงข้ามบ้านเลขที่ 35/13 ซอย ร.ร.บางเชือกหนัง ถนนบางแวก แขวงบางไผ่ เขตบางแค กรุงเทพฯ เมื่อไปตรวจสอบก็พบว่าเหยื่อฆาตกรรมคือ นพพล

 หลังเกิดเหตุ "ชวลิต ปั้นตระกูล" อายุ 63 ปี บิดาของนพพล เดินทางมาดูศพ พร้อมกับให้ข้อมูลชุดสืบสวน โดยปักใจเชื่อว่า สาเหตุการตายมาจากเรื่องชู้สาว เนื่องจากบุตรชายพยายามตามง้อขอคืนดีกับอดีตแฟนสาว จนมีปัญหากับเพื่อนชายคนใหม่ของเธอ

 ชุดสืบสวนเริ่มต้นงานด้วยการตรวจสอบที่เกิดเหตุอย่างละเอียด ก็พบว่า ห่างจากจุดพบศพไปราว 500 เมตร พบเอกสารฉบับหนึ่งตกอยู่ มีชื่อบุคคลอยู่ในนั้นด้วย ชุดสืบสวนจึงเชิญตัวมาสอบปากคำ แล้วเขาก็ให้การยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือรู้เห็นเป็นใจกับคดีฆาตกรรมครั้งนี้ เพียงแต่ได้มอบเอกสารฉบับที่ว่านี้ให้แก่ตำรวจคนหนึ่งใน กก.3 อป.บก.ตปพ.บช.น.เอาไว้

 ไม่นานนักสังคมก็ได้รับรู้ว่าตำรวจที่ถูกเอ่ยชื่อพาดพิง คือ ส.ต.ต.ชัยวัฒน์ แสนโภคทรัพย์ และ ส.ต.ต.ปิยะพงศ์ น้อยประเทศ เมื่อเขาทั้งสองถูกเรียกตัวมาสอบสวนถึงที่มาที่ไปของเอกสารที่พบในจุดเกิดเหตุ ทว่าทั้งสองไม่ให้ข้อมูลใดๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการสืบสวนเลย เพียงแต่อาวุธปืนประจำกายของทั้งสองเป็นขนาด 9 มม. กับ .38 ซึ่งจะเป็นเรื่องบังเอิญหรือไม่ก็ไม่ทราบได้ เพราะในจุดเกิดเหตุฆาตกรรมนพพล เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน (พฐ.) พบหัวกระสุนขนาด.38 กับปลอกกระสุนขนาด 9 มม.ตกอยู่

 เมื่อทั้งสองไม่ให้ความร่วมมือชุดสืบสวน จึงไปตามหาพยานแวดล้อม ที่อาจจะรู้เห็นเหตุการณ์ขณะเกิดเหตุบ้าง แล้วก็พบพยานหลายปากให้การสอดคล้องต้องกันว่า ก่อนที่ตำรวจศาลาแดงจะได้รับแจ้งเหตุฆาตกรรม พยานพบเห็นตำรวจนอกเครื่องแบบ 2 คน มาตรวจค้นรถของนพพลที่หน้าบ้านอดีตแฟนสาว แล้วก็จำใบหน้าพร้อมตำหนิรูปพรรณได้ดี ซึ่งก็ตรงกับ ส.ต.ต.ชัยวัฒน์ กับ ส.ต.ต.ปิยะพงศ์

 มีคำถามเกิดขึ้นในใจชุดสืบสวนทำนองว่า ถ้ารู้สึกว่าไม่ปลอดภัย เหตุใดอดีตแฟนสาวของนพพลถึงไม่แจ้งตำรวจท้องที่ ให้ส่งตำรวจสายตรวจเข้าไปตรวจสอบ ทำไม ส.ต.ต.ชัยวัฒน์ กับ ส.ต.ต.ปิยะพงศ์ ถึงต้องเข้ามาทำหน้าที่นี้แทน ทั้งที่ไม่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง ดังนั้น จึงเริ่มสืบสวนหาความสัมพันธ์ระหว่างอดีตแฟนสาวของนพพลกับตำรวจทั้ง 2 นาย กระทั่งได้ข้อมูลว่า ทั้งสองรู้จักกับแฟนหนุ่มคนใหม่ของหญิงสาวนั่นเอง

 ตามแนวทางการสืบสวนทราบว่า ก่อนเกิดเหตุฝ่ายหญิงโทรศัพท์ไปหาเพื่อนชายคนใหม่ เล่าเรื่องที่นพพลมาตามง้อและจอดรถขวางหน้าบ้าน เกรงว่าจะไม่ได้รับความปลอดภัย เพื่อนชายจึงโทรศัพท์ไปหารือกับผู้ใหญ่คนหนึ่งที่เคารพนับถือ จากนั้น ส.ต.ต.ชัยวัฒน์ และ ส.ต.ต.ปิยะพงศ์ ก็ถูกส่งให้มาช่วยตรวจสอบดูแล เมื่อมาถึงก็ขอตรวจค้นรถ ด้วยเกรงว่าจะมีอาวุธแล้วจะมีอันตราย ควบคู่ไปกับการตรวจหาสิ่งผิดกฎหมาย เมื่อตรวจไม่พบอะไรก็บอกให้นพพลกลับบ้านไปก่อน ซึ่งนพพลก็ขับรถออกไปแต่โดยดี โดยที่ตำรวจทั้งสองยังคงยืนพูดคุยอยู่กับฝ่ายผู้หญิงกับพ่ออยู่หน้าบ้าน

 ขณะที่ ส.ต.ต.ชัยวัฒน์ กับ ส.ต.ต.ปิยะพงศ์ ขับรถออกจากบ้านพักฝ่ายหญิง ก็พบว่านพพลขับรถย้อนกลับเข้ามาอีกครั้ง เพียงแต่จอดคอยอยู่ห่างๆ ไม่ได้เข้าไปปิดขวางทางหน้าบ้านเหมือนอย่างเคย เลยไม่ได้สนใจอะไร ระหว่างนั้นตำรวจทั้งสองสังเกตเห็นรถโตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ สีดำ ป้ายแดง ขับสวนเข้าไป ไม่นานนักตำรวจทั้งสองก็ได้รับโทรศัพท์ แล้วจู่ๆ ก็ขับรถย้อนกลับเข้าไปในซอยอีกครั้ง กระทั่งมาพบรถของนพพล

 เหตุการณ์หลังจากนี้ไปไม่มีใครทราบได้ เนื่องจากไม่มีประจักษ์พยานที่เห็นการฆ่าต่อหน้า เพียงแต่พยานแวดล้อมและหลักฐานบางอย่างชี้ไปที่ตำรวจ 191 ทั้งสองนาย ดังนั้น ชุดสืบสวนจึงรวบรวมพยานหลักฐานให้พนักงานสอบสวนขออนุมัติหมายจับต่อศาลจังหวัดตลิ่งชัน เลขที่ 1403/2552 ลงวันที่ 26 สิงหาคม 2552 ในข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่น พกพาอาวุธปืนไปในเมืองหมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร และยิงปืนในที่สาธารณะ

 ขณะนี้ตำรวจกำลังรอผลตรวจหัวกระสุนและปลอกกระสุนปืนที่ตกอยู่ในจุดเกิดเหตุ เปรียบเทียบกับอาวุธปืนของตำรวจทั้ง 2 นาย หากไม่ตรงกันก็อาจต้องเริ่มสืบสวนทำสำนวนหาตัวฆาตกรกันใหม่