ข่าว

ถกงบฯปี53อืดร่วม8ชั่วโมงผ่านแค่มาตราเดียว

ถกงบฯปี53อืดร่วม8ชั่วโมงผ่านแค่มาตราเดียว

27 ส.ค. 2552

ถกงบฯปี 53 อืดร่วม 8 ชั่วโมง ผ่านแค่มาตราเดียว “ กรณ์ ” ยันงบสอดคล้องกับความต้องการของปชช. เชื่อเศรษฐกิจฟื้นปลายปี บอกภายในปี 58 จัดงบสมดุลได้

 (27ส.ค.)   ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในเวลา 18.15 น. การพิจารณาร่างพรบ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2553 ในช่วงเย็น ที่ประชุมได้พิจารณาวาระ 2 , 3 โดย นายกรณ์ จาติกวนิช รมว.คลัง ในฐานประธานคณะกรรมการธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2553 ชี้แจงว่า การจัดงบประมาณครั้งนี้สอดคล้องกับสภาวะของประเทศ และหลีกเลี่ยงการเพิ่มภาระให้กับประชาชนในการขึ้นภาษี จึงได้จำกัดได้ที่ 1.7 ล้านล้านบาท แม้จะต่ำกว่างบปี 52 แต่ถือว่ามีเม็ดเงินยอดรวมอยูในระดับสูง ที่จะทำให้การบริหารมีวินัย เพื่อลดภาระของประชาชน งบประมาณโดยรวมของรายจ่ายมีการปรับเพิ่มเพียง 1.8 % เท่านั้น

 ส่วนการจัดสรรการลงทุนมีความจำเป็นต้องปรับลดลงถึง 50 % จึงทำให้สัดส่วนเมื่อเทียบกับงบประมาณในส่วนอื่นๆ เหลือเพียง 12.5 % และรัฐบาลได้ออกมาตรโครงการไทยเข้มแข็ง คือ การลงทุนครั้งประวัติศาสตร์แทน แต่มีการกล่าวเท็จโกหกต่อหน้าศาลรธน.ในการออกพรก.ซึ่งความจริงการออกพรก.มีการคาดการณ์ว่ารายได้ของรัฐอาจจะต่ำกว่าเป้า 2 - 3 แสนล้านบาท แต่จากการแก้ไขมาตรการระยะสั้นของรัฐบาลทำให้แนวโน้มการจัดเก็บภาษีดีขึ้นกว่าประมาณการณ์ และการคืนเงินคงคังต้องไม่เกิน 2 แสนล้านบาท ส่วนเงินกู้ลงทุนจากพรก.ก็ไม่ต่ำกว่า 2 แสนล้านบาท เป็นการคิดไว้เผื่อเรียบร้อยแล้วกรณีที่สถานการณ์เลวร้ายที่สุด เพื่อบริหารประเทศโดยรวมได้ ยืนยันว่าแม้งบประมาณ 53 จะต่ำกว่าปีที่ผ่านมาแต่เชื่อว่าจะสามารถช่วยเหลือประชาชนและบริหารประเทศไปสู่ความสามารถการแข่งขัน และนำไปสู่การจัดงบประมาณสมดุลได้ ภายในปี 2558

 นายกรณ์ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมารัฐบาลได้มีการใช้งบประมาณกลางปี ส่งผลต่อการลงทุนและการบริโภคภาครัฐ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการฟื้นตัวและขยายตัวทางเศรษฐกิจ ดังนั้นหากรัฐบาลเดินหน้าใช้งบปี 53 ควบคู่กับโครงการไทยเข้มแข็งเศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้ในปลายปีนี้ โดยภาคธุรกิจก็มีความเชื่อมั่นในรัฐบาลมากขึ้นและสูงขึ้นในรอบ 12 เดือน สมาชิกหลายคนเป็นห่วงการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาล เดิมทีรัฐบาลมีประมาณการรายได้งบ 53 ประมาณ 1.5 ล้านล้านบาท แต่ความจริงลดลงประมาณการ 1.35 ล้านล้านบาท กระทรวงการคลังเองจึงต้องรักษาวินัยจะดีกว่า ไม่อยากให้เหมือรัฐบาลก่อนที่ประเมินรายได้เกินความเป็นจริง ทำให้งบประมาณขาดดุลเกินกว่าที่รัฐบาลกำหนดไว้ จนเป็นที่มาของออกพรก.พรบ.ต่างๆ มากมาย รัฐบาลนี้จึงไม่อยากให้เกิดปัญหาซ้ำอีก ยืนยันว่าผลของงบประมาณกลางปีกระตุ้นเศรษฐกิจ และการจัดเก็บรายได้เพิ่มมากขึ้น จากการกระตุ้นกำลังซื้อของประชาชน ทำให้การใช้สอยเพิ่มมากขึ้นตั้งแต่เม.ย.-ก.ค.ทำให้การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มทุกเดือนอย่างชัดเจน โดยเฉพาะจากเช็คช่วยชาติ ตรงนี้ชี้ให้เห็นการฟื้นตัวเศรษฐกิจของประเทศได้ดีที่สุด จะเห็นได้ว่างบปี 53 สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน

 จากนั้นเวลา 18.37 น.นายสามารถ แก้วมีชัย รองประธานสภาคนที่ 3 ทำหน้าที่การประชุมได้เสนอให้มีการลงมติรับหลักการในมาตรา 3 . ในส่วนของงบประมาณประจำปีงบประมาณ วงเงิน 1.7 ล้านล้านบาท แต่ปรากฎว่าห้องประชุมมีสมาชิกโหร่งเหรง ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ นำโดยนายชินวรณ์ บุญยเกียรติ ประธานวิปรัฐบาล และ นส.รังสิมา รอดรัศมี ส.ส.สมุทสงคราม พรรคประชาธิปัตย์ ได้อภิปรายท่วงเพื่อให้สมาชิกเข้ามาภายในห้องประชุม หลังจากที่บางส่วนไปรับประทานอาหาร และเดินอยู่นอกห้องประชุม ทำให้ประธานกดออดเรียกอีกครั้ง นางรังสิมา จึงได้แจงให้ประธานได้ทราบว่ายังมีสมาชิกอยู่ข้างนอกอีกจำนวนมากขอให้รอหน่อย จากนั้นประธานจึงได้กดออด ให้สมาชิกได้กดบัตรแสดงตนปรากฏว่ามีสมาชิกอยู่ในห้องประชุม 259 เสียง ถือว่าครบองค์ประชุม จึงสั่งให้มีการลงมติ ปรากฏว่าว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับมาตรา 3 จำนวน 243 เสียงต่อ 92 งดออกเสียง 5 ไม่ลงคะแนน 15 โดยใช้เวลาในการพิจารณามาตรานี้เพียงมาตราเดียวร่วม 8 ชั่วโมง