
สศค.คาดเศรษฐกิจไทยไตรมาส4อาจเป็นบวก2-3%
สศค.คาด เศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 3 อาจติดลบ 2-3% แต่ในไตรมาสที่ 4 อาจเป็นบวก 2-3% ขณะที่ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คงเป้าไตรมาสที่ 4 จะกลับเป็นบวกได้ร้อยละ 1 ถึง 2 กรณ์รายงานสภาทำงบเน้นรัดเข็มขัดเข้มงวดโครงการที่จำเป็น อภิสิทธิ์ย้ำกับนักลงทุน
นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง หรือ สศค. คาดว่า อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หรือ GDP ของไทยในไตรมาสที่ 32 จะมีอัตราการติดลบน้อยลงเหลือ 2-3% ส่วนในไตรมาสที่ 4 น่าจะพลิกกลับมาเป็นบวกได้เล็กน้อยที่ 2-3% ซึ่งขณะนี้เศรษฐกิจไทย มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น แต่ยังเปราะบาง
อีกทั้ง จากที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สภาพัฒน์ ประกาศอย่างเป็นทางการพบว่า ติดลบน้อยลงจากไตรมาสแรกมาอยู่ที่ -4.9% เป็นไปตามที่ สศค.คาดการณ์ไว้ และจากตัวเลขเศรษฐกิจส่วนใหญ่เป็นไปตามที่เคยคาดการณ์ไว้ทั้งการบริโภค การลงทุนภาคเอกชน แม้จะหดตัวแต่ความรุนแรงของการหดตัวน้อยลง ขณะที่กระทรวงการคลัง เตรียมปรับประมาณการจีดีพีของปี 2552 อีกครั้งในเดือนก.ย.ซึ่งคาดว่า จะปรับตัวดีขึ้นจากประมาณการเดิม
สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม คือ ราคาน้ำมัน ซึ่งหากไม่ปรับสูงมากเกินไปจะไม่ส่งผลกระทบต่อสมดุลของเศรษฐกิจ ขณะที่ ค่าเงินบาทเห็นว่า ธปท.ดูแลเงินบาทได้ดี ทำให้ไม่ข็งหรืออ่อนค่ากว่าประเทศเพื่อนบ้าน นอกจากนี้ กระทรวงการคลัง เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ความเห็นชอบในการปรับกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อในปี 2552 ใหม่ จากเดิม 0-3.5% เป็น 0.5-3% โดยกรอบล่างที่ปรับสูงขึ้นจากเป้าหมายเดิมเนื่องจากมองว่าเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังน่าจะปรับตัวดีขึ้น ซึ่งจะทำให้เงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ในกรอบที่กำหนดไว้
ขณะที่นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ตั้งเป้าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หรือ GDP ของไทยในช่วงไตรมาสที่ 3 ว่าจะหดตัว ร้อยละ 3-3.5 ส่วนไตรมาสที่ 4 อาจกลับมาขยายตัวเป็นบวกได้ที่ ร้อยละ 1-2 ซึ่งขึ้นอยู่กับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ขณะที่ทั้งปีคาดว่า จะหดตัวร้อยละ 3.5-4.5 ทั้งนี้ รัฐบาลควรเร่งเบิกจ่ายงบประมาณปี 2553 และ โครงการเศรษฐกิจไทยเข้มแข็ง ให้เข้าสู่ระบบโดยเร็ว พร้อมจัดโรดโชว์ท่องเที่ยว เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้มากขึ้น นอกจากนี้ ภาคธุรกิจส่วนใหญ่ยังไม่ทราบรายละเอียดเรื่องโครงการไทยเข้มแข็ง รัฐบาลจึงควรประชาสัมพันธ์โครงการให้มากขึ้น เพื่อกระตุ้นการลงทุนจากภาคเอกชน
กรณ์รายงานสภาทำงบเน้นรัดเข็มขัดเข้มงวดโครงการที่จำเป็น
ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรวันนี้ (27ส.ค.) เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 จำนวน ล้าน 7 แสนล้านบาท ที่กรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ในวาระ2 และ 3 โดยมีนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม
นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญรายงานสรุปผลการพิจารณางบประมาณว่า ได้พิจารณาปรับลดงบประมาณทั้งสิ้น 22,505 ล้านบาท พิจารณาจากเป้าหมายในการดำเนินงาน ผลการดำเนินงานจริง โดยให้ความสำคัญกับการนำผลการใช้จ่ายจริงในปีงบประมาณที่ผ่านมา มาประกอบการพิจารณาอย่างเข้มงวด ตลอดถึงความพร้อมในการดำเนินงาน การปรับแผนการปฏิบัติงาน และแผนการใช้จ่ายงบประมาณ
นายกรณ์ กล่าวอีกว่า ในส่วนการพิจารณาเพิ่มงบประมาณ กรรมาธิการฯ พิจารณาเพิ่มตามที่คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ ในวงเงินเท่ากับที่ปรับลด โดยแบ่งเป็นการจัดสรรเพิ่มให้ส่วนราชการและรัฐวิหากิจ จำนวน 18,173 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการดำเนินนโยบายที่สำคัญของรัฐบาล เช่น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม เกษตรกรรม และการศึกษา โดยจัดสรรอุดหนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 4,042 ล้านบาท เพื่อจัดสรรสวัสดิการให้คนพิการและผู้สูงอายุ จัดสรรเพิ่มรัฐสภา 289 ล้านบาท
อภิสิทธิ์ย้ำกับนักลงทุนเศรษฐกิจไทยดีขึ้น
เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาล www.thaigov.go.h รายงานว่า เมื่อเวลา 08.30 น.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เปิดงาน "ศูนย์บริการธุรกิจ : ก้าวอย่างมั่นคงลงทุนในประเทศไทย" และแสดงปาฐกถาพิเศษ ณ โรงแรมโอเรียนเต็ล โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ปีนี้ถือเป็นปีที่ยากลำบากสำหรับหลาย ๆ ประเทศ ไม่เฉพาะเพียงแต่ประเทศไทย วิกฤตการเงินใน ซึ่งอาจเป็นครั้งที่เลวร้ายที่สุดในรอบ 80 ปี ก่อให้การเติบโตออย่างรวดเร็วของหลาย ๆ ประเทศเริ่มชะลอตัวลง ซึ่งแน่นอนว่า ประเทศกำลังพัฒนาและเขตเศรษฐกิจที่มีขนาดกลางและขนาดเล็กได้รับผลกระทบมากที่สุด ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เป็นสาเหตุของวิกฤตการณ์ดังกล่าว เนื่องจากโลกมีความเชื่อมโยงและพึ่งพากันและกัน กำลังซื้อหรือปริมาณความต้องการสินค้าและบริการของประเทศคู่เจรจาที่ลดลง ส่งผลกระทบที่ไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงได้ ภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวของไทยเมื่อต้นปีที่ผ่านมาลดลงถึงร้อยละ 20 สะท้อนให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า ระบบเศรษฐกิจของไทยนั้นได้พึ่งพารายได้ของสองภาคอุตสาหกรรมอย่างมาก
ดังนั้นเมื่อรัฐบาลได้เข้ามาบริหารประเทศ เมื่อแปดเดือนที่ผ่านมา จึงได้ให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเป็นลำดับแรก เช่นเดียวกับปัญหาการเมืองภายใน และถือความท้าทายคู่ รัฐบาลจึงต้องสร้างความมั่นใจให้ได้ว่า ปัญหาทางการเมืองจะต้องไม่เป็นอุปสรรคต่อการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ และชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนต้องมาก่อน
มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ส่งผลดีทำให้สามารถกล่าวได้ว่า ไทยได้ผ่านช่วงที่เลวร้ายที่สุดแล้ว เมื่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะแรกใกล้เสร็จสมบูรณ์ รวมทั้งมีสัญญาณในทางบวก จาก ตัวเลขความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ปรับตัวสูงขึ้น และรูปแบบการใช้จ่าย ก็มีการปรับเปลี่ยนไป
ทั้งนี้ดุลเกินสะพัดในครึ่งปีแรกสูงถึง 1.4 พันล้านเหรียญสหรัฐฯรวมทั้งทุนสำรองรักษาอัตราแลกเปลี่ยนก็อยู่ในระดับที่เหมาะสมที่ 120.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ ฯ ในกลางปี 2009 หรือจะดูจากตัวชี้วัดการเติบโตที่ชัดเจนที่สุดจากสภาพัฒนาการสังคมและเศรษฐกิจ คือ อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือ GDP ที่เคยเติบโตติดลบที่ร้อยละ - 7.1 ในไตรมาสของปี เป็น ติดลบร้อยละ - 4.9 ในไตรมาสที่สอง และหากเทียบไตรมาสต่อไตรมาส แล้วตัวเลขทีการปรับตัวดีขึ้นถึงร้อยละ 2.3 ในไตรมาสที่สอง หรือจะกล่าวอีกนัยหนึ่ง เศรษฐกิจ "เติบโต" และความเชื่อมั่นผู้บริโภคก็ปรับตัวดีขึ้น และรัฐบาลคาดหวังที่จะเห็นการปรับตัวอย่างต่อเนื่องของเศรษฐกิจและมั่นใจว่าในไตรมาสที่สี่เทียบเป็นรายปี ตัวเลขจะกลายเป็นบวก
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การแก้ไขปัญหา "ความท้าทายคู่" รัฐบาลต้องดำเนินแนวทางแก้ปัญหาทั้งสองแนวทาง ในขณะที่ดำเนินแก้ปัญหาเศรษฐกิจในระยะสั้น ก็พร้อมที่จะลงทุนเพื่อศักยภาพของเศรษฐกิจและความสามารถการแข่งขันในระยะยาว ซึ่งเป็นสาเหตุที่รัฐบาลได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะที่สอง หรือที่เรียกว่า " ปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง" ( Thailand : Investing from Strength to Strength) มาตรการที่มีมูลค่า 45 พันล้านเหรียญสหรัฐ ฯ เพื่อใช้ใน 3 ปีข้างหน้าในการพัฒนาโครงการสาธารณูปโภคต่าง ๆ เช่นถนน รางรถไฟ การสื่อสาร โลจิสติกส์ และการจัดการทรัพยากรน้ำ นอกจากนี้ยังใช้เงินส่วนหนึ่งในการยกระดับศูนย์สุขภาพ การศึกษา นอกจากนี้ จะมีการจัดสรรเงินทุนเพื่อสนับสนุนธุรกิจด้านการบริการไทยมีศักยภาพที่จะเติบโตได้
ในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะที่หนึ่งหรือระยะที่สอง สิ่งที่สำคัญคือการสร้างโอกาสสำหรับทุกคนทั้งชาวไทยและต่างชาติ สำหรับชาวต่างชาตินั้น นายกรัฐมนตรียืนยันว่าแม้ประเทศไทยยังมีสถานการณ์การเมืองแต่ไทยก็พร้อมต้อนรับนักลงทุนต่างชาติและเป็นมิตรกับทุกคน หลังจากที่นายกรัฐมนตรีได้เยือนจีนและญี่ปุ่นเพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนก็ได้รับการตอบรับที่ดี นักธุรกิจจีนและญี่ปุ่นได้แสดงความสนใจที่จะมาลงทุนในประเทศไทย
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า สิ่งที่ประเทศไทยเสนอให้สามารถรับประกันความสำเร็จของธุรกิจ ซึ่งไม่จำเป็นต้องลงในรายละเอียด เนื่องจาก ความสำเร็จของบริษัท เอ็กซอน ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาและกำลังดำเนินอย่างต่อเนื่องในอนาคตได้เป็นที่ประจักษ์ชัดอยู่แล้ว ประเทศไทยมีแรงงานที่มีความสามารถและจิตใจรักการบริการ และด้วยมาตรการฝึกฝนแรงงานของรัฐบาลและการปฏิรูปการศึกษารอบสอง จะยิ่งทำให้ทรัพยากรมนุษย์สามารถแข่งขันได้ดีขึ้น เช่นเดียวกันกับความสามารถในการปรับตัวให้เท่าทันกับเทคโนโลยีและความสามารถทางภาษา ในทางยุทธศาสตร์แล้ว ประเทศไทยถือว่าตั้งอยู่ที่จุดศูนย์กลางของเอเชีย เป็นประตูสู่อาเซียนและที่ต่าง ๆ และที่นี่ยังมีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีเหมาะสำหรับการใช้ชีวิตของคนต่างประเทศและครอบครัว โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวสรุปว่า ไม่มีที่ไหนที่ดีไปกว่าที่นี่ในเวลาเช่นนี้สำหรับการทำธุรกิจในประเทศไทย โอกาสทองเช่นนี้อยู่ตรงหน้าท่านแล้ว
ขอให้ความมั่นใจแก่ทุกท่านว่ารัฐบาลจะให้การสนับสนุนต่อการดำเนินธุรกิจอย่างเต็มที่ มั่นใจได้ว่ากฎหมายและกฎระเบียบจะไม่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ รัฐบาลพร้อมที่จะรับฟังทุกข้อกังวลและพร้อมจะแก้ปัญหาและอุปสรรค ซึ่งสำนักงานส่งเสริมการลงทุน ( BOI) ได้ให้สิทธิประโยชน์พิเศษต่าง ๆ แก่นักธุรกิจต่างชาติในหลายรูปแบบ ในขณะนี้ เราก็กำลังทบทวนรูปแบบของสิทธิประโยชน์อย่างจริงจัว ซึ่งนายกรัฐมนตรีมั่นใจว่าจะทำให้ความสามารถในการแข่งขันในประเทศไทยไม่น้อยหน้าประเทศเคู่แข่ง รัฐบาลเองก็จะมีการจัดตั้งศูนย์ One-Start One-Stop Centre ขึ้นมา
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า แม้ไม่อาจทำนายอนาคตได้ แต่ในฐานะนายกรัฐมนตรีสามารถให้ความมั่นใจว่า หากทุกท่านรู้จักที่จะใช้ศักยภาพ ความสร้างสรรค์ และองค์ความรู้ของไทยอย่างเต็มที่ และด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่และด้วยการปรับปรุงความสามารถในการผลิต อนาคตที่สดใสของประเทศไทยกำลังรออยู่ นอกจากนี้ ประเทศไทยยังเป็นผู้ส่งออกหลักผลิตผลทางการเกษตร โดยเฉพาะข้าว ที่ไทยได้ผลิตป้อนให้กับโลกมาแล้วหลายหลายศตวรรษ และเรายังมีพืชผลทางพลังงาน อาทิ น้ำมันปาล์ม มันสำปะหลัง ซึ่งทำให้ประเทศไทยสามารถมีบทบาทหลักของโลกในสาขาพลังงานทดแทน ผลิตผลต่าง ๆ เหล่านี้ถือเป็นปัจจัยหลักของความมั่นคงทางอาหารและเศรษฐกิจสีเขียว และนี่คือโอกาสสำหรับการลงทุน ภาคธุรกิจเอกชนจำเป็นที่จะต้องสร้างความร่วมมือ เพราะภาคส่วนดังกล่าวเป็นจักรกลสำคัญของ การเจริญเติบโต แนวความคิดและนวัตกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศ ภาครัฐและเอกชนควร ทำงานร่วมกันในลักษณะของพันธมิตรเพื่อปลดปล่อยศักยภาพที่มีอยู่ของไทยซึ่งจะทำให้เรา สร้างโอกาสที่มากขึ้นสำหรับเราและเยาวชน
นายกรัฐมนตรียังได้กล่าวถึงการประกาศใช้พระราชบัญญัติความมั่นคงโดยสร้างความมั่นใจต่อผู้ร่วมงานว่าพระราชบัญญัติดังกล่าวเป็นไปเพื่อป้องกันความรุนแรงที่อาจจะเกิดขึ้นระหว่างการชุมนุมประท้วงรัฐบาลเท่านั้น กฎหมายดังกล่าวจะสร้างความเชื่อมั่นและป้องกัน ความโกลาหล โดยมาตรการต่าง ๆ จะดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่รัฐและยึดหลักกฎหมายและรัฐธรรมนูญเป็นที่ตั้ง และมีผลบังคับใช้ในระยะเวลาสั้น ๆ เฉพาะในเขตดุสิต ของกรุงเทพฯ เท่านั้น ดังนั้นพื้นที่อื่น ๆ สามารถดำเนินงานทางธุรกิจหรือกิจกรรมทางสังคมได้ ตามปกติ
นายกรัฐมนตรียังยินดีที่ได้ทราบว่ากลุ่มธุรกิจให้การสนับสนุนการออกกฎหมายดังกล่าว เพื่อให้เกิดความสงบสุขและเจริญก้าวหน้าของประเทศต่อเเละ หวังว่าทุกฝ่ายจะได้ทำงานร่วมกันเพื่อสร้างความเจริญเติบโตและโอกาสต่อประเทศไทย เช่นเดียวกับความสงบและเสถียรภาพของสังคม



