
ประชาชนไม่หวั่นแดดร้อนต่อแถวสักการะพระบรมศพ
ทุกครั้งที่ได้มาจะมีความรู้สึกชื่นใจ อุ่นใจ และสบายใจ
เมื่อวันอาทิตย์ที่ 19 กุมภาพันธ์ ประชาชนจำนวนมากใช้เวลาในวันหยุดเดินทางพาครอบครัว และองค์กรต่างๆ มายังท้อสนามหลวงเพื่อรอเข้าไปยังพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ท่ามกลางอากาศค่อนข้างร้อน แต่ทุกคนมีสีหน้าไม่เหน็ดเหนื่อย เพราะมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลจัดการให้พสกนิกรเดินเท้าเข้าไปภายในพระบรมหาราชวังอย่างสะดวกรวดเร็ว และอยู่ในร่มให้มากที่สุด
นางไกร ทิพย์แก้ว วัย 80 ปี จาก จ.นครศรีธรรมราช เผยว่าเดินทางมากราบสักการะพระบรมศพครั้งนี้เป็นครั้งที่ 20 แล้ว โดยเมื่อมีเวลาว่างจะนั่งเครื่องบินมากรุงเทพฯ ทีละหลายๆ วัน เพื่อมาเข้ากราบพ่อหลวงรัชกาลที่ 9 ให้มากที่สุด ทุกครั้งที่ได้มาจะมีความรู้สึกชื่นใจ อุ่นใจ และสบายใจ ปะปนกันไป
“สมัยก่อนทุกครั้งที่พระองค์ท่านเสด็จฯ มาที่นครศรีธรรมราช ก็จะไปนั่งรอเฝ้าจนได้เห็นพระพักตร์ จำได้ว่าได้เฝ้าฯ รับเสด็จ 3 ครั้ง และอีกครั้งก็มาที่วัดพระแก้ว เมื่อวันที่ 5 ธันวาคมหลายสิบปีก่อน มาทั้งครอบครัวเลย เวลาได้เห็นพระองค์เสด็จฯ ผ่านมาใกล้ๆ นั้นชื่นใจมาก เรารักท่านทุกๆ เรื่องทรงทำให้เราอย่างไม่มีเงื่อนไข และคงเพราะผูกพันมาตั้งแต่เด็กๆ เลยเป็นเหตุผลที่เราต้องมาหาท่านบ่อย อายุ 80 แล้ว เดินทางบ่อยๆ แต่ก็ไม่เหนื่อยเลย เพราะใจเราอยากมา พอมาถึงที่นี่ทุกอย่างก็ดีหมด ” นางไกร กล่าวด้วยความปลื้มใจ
ด้านสองสามีภรรยาอาชีพรับเหมาก่อสร้าง นายชิติพัทธ์ วัย 40 ปี นางสิริกาญจน์ สหุนันต์ วัย 41 ชาวจังหวัดปทุมธานี กล่าวว่าเพิ่งได้เดินทางมากราบสักการะพระบรมศพเป็นครั้งแรก เพราะเพิ่งว่างจากงานรับเหมา อีกทั้งวันนี้เป็นวันหยุดจึงชวนกันออกเดินทางมาตั้งแต่ 07.00 น. และได้กราบสักการะพระบรมศพตอน 10.00 น.
“ความรู้สึกแรกที่ได้สักการะพระบรมศพเต็มไปด้วยความปลาบปลื้มปิติ ที่ผ่านมาเห็นในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงงานหนักเพื่อพสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดอย่างมิเคยทรงเหน็ดเหนื่อย เสด็จพระราชดำเนินไปในท้องถิ่นทุรกันดารมากมาย ที่แม้แต่ทางการก็เข้าไปไม่ถึง แต่พระองค์ทรงเข้าไปถึง เพื่อทรงช่วยเหลือพสกนิกรของพระองค์ให้พ้นจากความยากลำบาก จากนี้ไปตัวเองและภรรยาจะน้อมนำแนวหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นหลักยึดในการดำเนินชีวิต ด้วยการไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย มีเท่าไรก็ใช้เท่านั้น ไม่สร้างหนี้สิน พอใจในสิ่งที่เรามี” นายชิติพัทธ์ กล่าว
ขณะที่ นางสาวสำรวล เอมมา อายุ 54 ปี ชาวจังหวัดสุพรรณบุรี แต่ทำงานและอยู่อาศัยเขตทุ่งครุ กรุงเทพฯ มาพร้อมเพื่อนร่วมงานชาวเมียนมา กล่าวทั้งอุ้มกรอบภาพพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เข้ากราบถวายสักการะพระบรมศพเป็นครั้งที่ 12 ว่า ทุกครั้งที่มากราบพระบรมศพ จะอัญเชิญพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงรัชกาลที่ 9 มาด้วยทุกครั้ง อย่างครั้งนี้เป็นพระบรมฉายาลักษณ์พระองค์ที่ประดิษฐานอยู่เบื้องหน้าพระบรมโกศ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ซึ่งตัดมาจากหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งแล้วนำมาใส่กรอบ ใครเห็นก็ต่างเข้ามาทักทาย ถามว่าไม่หนักเหรอ ก็บอกกลับไปว่าไม่หนักเลยที่ได้เชิญพ่อหลวงมาด้วย
“ทรงมีพระอัจฉริยภาพ ทรงรักทุกชาติ ศาสนา ไม่แบ่งชนชั้นวรรณะ อย่างเพื่อนชาวเมียนมาที่มาด้วยกัน เขาอยู่ไทยมาปีกว่า เขาชอบมากราบสักการะพระบรมศพ เพราะรักเขาพระองค์ อย่างไรก็ตาม ยังประทับใจพระองค์ในบทบาทของพระสวามีที่ดี ที่ทรงมีรักแรก รักเดียว รักนิรันดร์ ต่อสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชนีนาถ และบทบาทขอพระราชบิดา ที่ทรงรักและดูแลพระราชโอรส พระราชธิดาอย่างดีตลอดมา สังเกตได้จากพระบรมฉายาลักษณ์ที่ทรงอุ้มพระราชโอรส พระราชธิดา ด้วยพระพักตร์ที่มีมีความสุข” นางสาวสำรวลเล่าอย่างตื้นตันใจ
ด้าน นางสาวนภาพร แหวนทอง วัย 57 ปี ชาวบ้านจังหวัดสุรินทร์ ที่ย้ายมาทำงานที่กรุงเทพฯมาหลายสิบปี เล่าถึงวามรู้สึกหลังจากที่ได้สักการะพระบรมศพ ว่ารู้สึกตื้นตันเป็นอย่างยิ่ง การมาครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 2 และคิดว่าจะมีอีกเป็นครั้งที่ 3 อย่างแน่นอน ตัวเองเป็นคนที่เกิดมาจากจังหวังทางภาคอีสาน พบเจอกับความแห้งแล้งมาตลอด แต่พอในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้พระราชทานโครงการพระราชดำริฯ เกี่ยวกับเรื่องน้ำ จึงทำให้ทุกพื้นที่ของภาคอีสานมีแหล่งน้ำใช้ในการเกษตร และตอนนี้ก็กำลังจะกลับไปใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านเกิด เพื่อตามรอยพระราชปณิธานของพ่อหลวงเรื่องการทำไร่นาผสมผสาน ซึ่งขณะนี้กำลังศึกษาการทำไร่นาผสมผสาน กำลังจะเตรียมการแบ่งพื้นที่นาปลูกมันสับปะหลัง และปลูกอ้อย ไว้ขาย ซึ่งสิ่งที่ได้กลับคืนมานอกจากเงินทองแล้วก็คือการที่เราได้กลับไปอยู่บ้านเกิดเมืองนอนได้อยู่กับคนที่เรารัก อย่างที่คนทั่วไปเรียกว่ากำไรชีวิตนั้นเอง
โดยวันที่ 19 ก.พ.2560 สำนักพระราชวังได้สรุปยอดรวมประชาชน ที่เดินทางมาสักการะพระบรมศพ เมื่อวันที่ 18 ก.พ.หลังสำนักพระราชวัง ปิดไม่ให้ประชาชนเข้าพระบรมมหาราชวัง เพื่อขึ้นกราบสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในเวลา 21.10 น.ว่า มีจำนวนทั้งสิ้น 35,140 คน รวม 108 วัน มี 4,544,184 คน และมีประชาชนถวายเงินเพื่อร่วมบำเพ็ญพระราชกุศลเป็นเงิน 2,551,234.75 บาท รวม 108 วัน เป็นเงินทั้งสิ้น 383,072,406.34 บาท



