
พระองค์ภาฯ ทรงรับตำแหน่งทูตสันถวไมตรีของยูเอ็นโอดีซี
“ยูเอ็นโอดีซี” แถลงข่าวทูลเกล้าฯ ถวายตำแหน่งทูตสันถวไมตรี พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา
จากการที่พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ทรงมีบทบาทสนับสนุนการดำเนินงานของสำนักงานป้องกันยาเสพติดและปราบปรามอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ในภูมิภาค และการที่ทรงช่วยระดมความร่วมมือในประเด็นระดับโลกที่เกี่ยวข้องต่างๆ อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการส่งเสริมวาระ 2030 เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ “ยูเอ็นโอดีซี” จึงได้ทูลเกล้าฯ ถวายตำแหน่งทูตสันถวไมตรีด้านการส่งเสริมหลักนิติธรรมและระบบงานยุติธรรมทางอาญาสำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อดำเนินกิจกรรมที่สนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืน จัดแถลงข่าวบอกกล่าวรายละเอียด โดยมีเจเรมี ดักลาส ผู้แทนประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิก ยูเอ็นโอดีซี และดร. กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) (TIJ) ที่องค์การสหประชาชาติ กรุงเทพฯ เมื่อวันก่อน
การนี้ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ประทานพระดำรัสผ่านวิดีทัศน์ใจความว่า การรับตำแหน่งทูตสันถวไมตรีเป็นโอกาสสำคัญให้ได้สนับสนุนงานของสหประชาชาติด้านหลักนิติธรรมและความเป็นธรรม ซึ่งมีผลโดยตรงต่อความสำเร็จของการพัฒนาที่ยั่งยืน
“ข้าพเจ้ามุ่งหมายที่จะทำงานร่วมกับสำนักงาน UNODC ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในการลดปัญหาอาชญากรรมและความรุนแรง ปกป้องกลุ่มผู้เปราะบางในสังคม จัดการกับปัญหาคอร์รัปชั่น รวมถึงการสนับสนุนความพยายามในการเสริมสร้างหลักนิติธรรมระดับโลก"
เจเรมี ดักลาส ผู้แทนประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิก ยูเอ็นโอดีซี กล่าวถึงความสำคัญของการเป็นทูตสันถวไมตรีว่า พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา จะทรงเข้ามาร่วมในงานป้องกันอาชญากรรมและความขัดแย้งรูปแบบต่างๆ ที่สั่นคลอนเสถียรภาพในภูมิภาคโดยเชื่อว่าบทบาทของพระองค์ในภารกิจดังกล่าว สามารถส่งเสริมการตระหนักเรื่องความสำคัญของหลักนิติธรรมและความยุติธรรมที่ส่งผลต่อการพัฒนาทุกมิติได้อย่างชัดเจน
ดร. กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) ในฐานะหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลไทยให้ถวายงานกล่าวว่า มีความยินดีอย่างยิ่งที่พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ทรงตอบรับคำเชิญในการเป็นทูตสันถวไมตรีที่เกี่ยวข้องกับหลักนิติธรรม เป็นการต่อยอดพระภาระกิจของจากที่ทรงเคยทรงตอบรับการเป็นทูตของยูนิเฟม หรือ ยูเอ็มวีเมน มาแล้ว ถือเป็นการต่อยอดภารกิจและบทบาทของพระองค์ในกรอบที่กว้างขวางมากขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์หลายประการ ที่สำคัญคือทรงมีความเข้าใจ สนพระทัย และประสบการณ์จริงจากการทำงานในหลากหลายมิติที่เกี่ยวเนื่องกับกระบวนการยุติธรรมในสังคมไทยเป็นอย่างดี
“จากพระประสบการณ์และความสนพระทัยรวมทั้งความรู้ และการเห็นภาพใหญ่ของนโยบายระหว่างประเทศ รวมถึงกระบวนการของสหประชาชาติ ซึ่งน้อยคนทำงานระหว่างประเทศจะมีประสบการร์จริงในการทำงาน ทั้งในฐานะทำงานอัยการ และในฐานที่เป็นพระบรมวงศานุวงศ์ พระองค์ได้มีโอกาสรับรู้ถึงปัญหาของประชาชน ประเด็นที่สำคัญมาก คือการเชื่อมโยงเรื่องของหลักนิติธรรม กับการพัฒนา เพราะเป้าหมายของการพัฒนาอย่างยั่งยืน (sustainable development goals) หรือ (เอสดีจี) ทั้ง 17 เป้าหมายขององค์การสหประชาชาตินั้น ในข้อที่ 16 ได้มีการโยงเอาเรื่องของหลักนิติธรรมเป็นเป้าหมายหนึ่งในการพัฒนาพระองค์ทรงมีส่วนร่วมมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้ในการรณรงค์ระดับโลกที่จะทำให้เป้าหมายหลักยุติธรรมเป็นส่วนหนึ่งของเอสดีจี ทรงรณรงค์ในกรอบของยูเอ็นที่เวียนนา และทรงจัดแบงค็อก ไดอล็อก บลู ออฟ ลอว์ ในประเทศไทย เมื่อปี 2013 การรณรงค์เหล่านี้ที่ทรงเชื่อว่าความสำคัญของหลักนิติธรรมในการพัฒนาก็เป็นส่วนที่ทำให้เป้าหมายข้อที่ 16 ได้รับการยอมรับ เราเชื่อว่าด้วยพระประสบการณ์ของพระองค์ จะทำให้มีการผลักดันในเรื่องนี้” ดร.กิติพงษ์ อธิบาย
นอกจากนี้ ผู้อำนวยการทีไอเจ กล่าวถึงแนวทางการคัดเลือกทูตสันถวไมตรีของยูเอ็นว่า จะมีการคัดเลือกผู้ที่มีความเชื่อและมีผลงานที่สอดคล้องกับสหประชาชาติเพื่อที่จะผลักดันเป้าหมายเหล่านี้ คือเรื่องกลุ่มผู้ต้องขังหญิงและเยาวชนผู้ด้อยโอกาส โดยทำให้เป็นประเด็นที่ได้รับการแก้ปัญหาที่ไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทย แต่เป็นไปในมิติที่กว้างขึ้น ก็จะเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ทางทีไอเจจะนำพระราชดำริจากพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา มาร่วมปรึกษากับยูเอ็โอดีซีต่อไป นอกจากนี้ ในเรื่องของความพยายามที่จะส่งเสริมการมีส่วนร่วมมากขึ้นของภาคส่วนต่างๆ ในการที่จะสร้างความเชื่อถือ ศรัทธาต่อกระบวนการยุติธรรม ในเรื่องของการป้องกันอาชญากรรม โดยเฉพาะเรื่องของการป้องกันอาชญากรรมในเยาวชนก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ทรงสนพระทัย และให้ความสำคัญ ขณะที่ในส่วนของกลุ่มผู้ต้องขังหญิง อีกทั้งเรื่องของความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็กก็จะถูกหยิบยกมาพูดถึง โดยภาพรวมแล้วความเชื่อมโยงของเป้าหมายข้อที่ 16 เรื่องหลักนิติธรรมกับการพัฒนา น่าจะเป็นเป้าหมายใหญ่ที่จะทำงานร่วมกัน เพื่อให้บทบาทตรงนี้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ ในเดือนมีนาคม พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา จะเสด็จเข้าร่วมในการประชุมระดับสูงในเวทีระหว่างประเทศและเวทีภูมิภาค 2 กิจกรรม จากนั้นจะทรงเข้าร่วมในการประชุมระดับสูงอื่นๆ ตลอดทั้งปี



