ข่าว

รัฐปัดฝุ่นโครงการ “เติมน้ำให้เขื่อนภูมิพล”

รัฐปัดฝุ่นโครงการ “เติมน้ำให้เขื่อนภูมิพล”

13 ก.พ. 2560

โดย - สุรัตน์ อัตตะ

     จากวิกฤติการณ์ภัยแล้งและการขาดแคลนน้ำในปี 2559 ทำให้รัฐบาลออกมาตรการหลายอย่างเพื่อลดการใช้น้ำ อาทิ ลดทำนาปรัง ปลูกพืชใช้น้ำน้อย ที่สำคัญมีการรณรงค์ทุกภาคส่วนให้ช่วยกันประหยัดน้ำ ขณะเดียวกันก็มีการกำหนดยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี (2560-2579) เพื่อเป็นกรอบในการดำเนินการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นผ่านมาตรการต่างๆ อาทิ การเพิ่มประสิทธิภาพ การบริหารจัดการน้ำ การพัฒนาโครงการใหม่ การปรับปรุงโครงการเดิม การปรับปรุงแหล่งน้ำธรรมชาติ เป็นต้น แต่มาตรการต่างๆ เหล่านี้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ทั้งหมด การเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนในเขื่อนขนาดใหญ่จึงเป็นอีกวิธีหนึ่งที่มีประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำได้อย่างยั่งยืน       

รัฐปัดฝุ่นโครงการ “เติมน้ำให้เขื่อนภูมิพล”

        ด้วยเหตุนี้ทำให้รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เดินหน้าโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพล ซึ่งเป็นโครงการเก่าที่เคยศึกษาไว้เมื่อปี 2549 มาปัดฝุ่นใหม่และมอบหมายให้กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมชลประทานเร่งศึกษาทบทวนความเหมาะสมด้านวิศวกรรม เศรษฐกิจสังคมและสิ่งแวดล้อม เตรียมเสนอรัฐบาลพิจารณาโครงการโดยด่วน เบื้องต้นสามารถผันน้ำได้เฉลี่ยปีละ 1,800 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) สนองยุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำของชาติ มั่นใจทำให้ลุ่มเจ้าพระยามีความมั่นคงในเรื่องน้ำเพียงพอต่อการใช้งานในทุกภาคส่วน

รัฐปัดฝุ่นโครงการ “เติมน้ำให้เขื่อนภูมิพล”

         “ขณะนี้กรมชลประทานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญและกลุ่มบริษัทที่ปรึกษา มหาวิทยาลัยนเรศวร ได้ดำเนินการศึกษาทบทวนโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพลเพื่อแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำในลุ่มเจ้าพระยาที่มีความต้องการใช้น้ำเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำ 20 ปี (2560-2579) ของรัฐบาลที่ต้องการสร้างความมั่นคงเรื่องน้ำภาคการผลิตทั้งเกษตรและอุตสาหกรรมให้มีความสมดุลต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้น”

       ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน ฝ่ายวิชาการเผยระหว่างนำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ดูความคืบหน้าของโครงการ จ.แม่ฮ่องสอน-ตาก โดยระบุว่าโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพลเป็นอีกโครงการที่สร้างความมั่นคงของน้ำอย่างยั่งยืนและยังเป็นการใช้ประโยชน์จากเขื่อนภูมิพลได้เต็มศักยภาพ ปัจจุบันเขื่อนภูมิพลมีความจุทั้งสิ้น 13,462 ล้านลบ.ม. โดยมีปริมาณน้ำที่ใช้การได้ 9,662 ล้านลบ.ม. แต่จากข้อมูลปริมาณน้ำที่ไหลลงเขื่อนภูมิพลตั้งแต่ปี 2507-2558 เฉลี่ยอยู่ที่ 5,965 ล้านลบ.ม.เท่านั้น และมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง  ทั้งนี้เห็นได้จากตั้งแต่ปี 2547-2558 เขื่อนภูมิพลมีปริมาณน้ำใช้งานได้เฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 45 ของปริมาณความจุอ่าง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเขื่อนภูมิพลยังมีศักยภาพในการเก็บกักน้ำได้เพิ่มอีกประมาณ 55% ของปริมาณความจุอ่าง

รัฐปัดฝุ่นโครงการ “เติมน้ำให้เขื่อนภูมิพล”

        นอกจากนี้พื้นที่ลุ่มน้ำปิงเหนือเขื่อนภูมิพลยังมีแนวโน้มการใช้น้ำเพิ่มขึ้นทุกปี ทำให้ปริมาณน้ำที่จะลงมาเติมเขื่อนภูมิพลมีแนวโน้มลดน้อยลงทุกปีด้วย จึงจำเป็นจะต้องนำน้ำจากลุ่มน้ำอื่นๆ มาเติมเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพลให้ใช้งานได้เต็มศักยภาพตลอดทั้งปี ซึ่งลุ่มน้ำที่มีความเป็นไปได้สูงและเคยศึกษาไว้แล้วก็คือการผันน้ำจากลุ่มน้ำสาละวินและลำน้ำสาขาที่อยู่ในประเทศไทย ซึ่งมีปริมาณน้ำค่อนข้างมากเฉลี่ยถึงปีละ 8,937 ล้านลบ.ม. และที่ผ่านมาปริมาณน้ำจำนวนนี้ถูกปล่อยให้ไหลลงสู่ทะเลโดยไม่มีการนำมาใช้ประโยชน์ใดๆ 

       “แนวทางผันน้ำจากลุ่มน้ำสาละวินและลุ่มน้ำสาขาที่ได้เคยศึกษาไว้นั้นมี 2 แนวทาง แนวทางแรกเป็นการผันน้ำจากแม่น้ำเมย อ.แม่สอด จ.ตาก ซึ่งเป็นลำน้ำสาขาของลุ่มน้ำสาละวินมาเติมในเขื่อนภูมิพล แนวทางนี้มีระยะทางไม่ไกลมากนักเพียง 16 กิโลเมตรเท่านั้น แต่เนื่องแม่น้ำเมยเป็นแม่น้ำระหว่างประเทศกั้นพรมแดนไทยและประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งจะต้องมีการประสานและทำความเข้าใจร่วมกันทำให้เกิดความล่าช้าในการพัฒนาโครงการ ส่วนแนวทางที่สองเป็นการผันน้ำจากแม่น้ำยวม อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน ซึ่งเป็นลำน้ำสาขาของลุ่มน้ำสาละวินเช่นเดียวกัน ตั้งอยู่ในประเทศไทย แต่มีระยะทางยาวกว่าแนวทางแรก ประมาณ 61.8 กิโลเมตร แต่จุดเด่นที่เป็นการนำน้ำจากแม่น้ำที่ไหลในพื้นที่ประเทศไทยทั้งหมด มีปริมาณเฉลี่ยประมาณ 1,800 ล้านลบ.ม.ต่อปี”

รัฐปัดฝุ่นโครงการ “เติมน้ำให้เขื่อนภูมิพล”

         รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าวยอมรับว่า กรมชลประทานได้พิจารณาเบื้องต้นแล้วว่าแนวทางที่สองมีความเป็นไปได้มากที่สุดแม้จะใช้เงินลงทุนสูงก็ตาม แต่ผลตอบรับในระยะยาวคุ้มค่ามากกว่า ซึ่งทั้งนี้การผันน้ำจากแม่น้ำยวมจะสามารถสร้างความมั่นคงในเรื่องน้ำ ทั้งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค น้ำเพื่อการเกษตรและอุตสาหกรรมและด้านอื่นๆ ให้แก่ลุ่มเจ้าพระยาได้ในระยะยาว นอกจากนี้ยังได้พลังงานไฟฟ้าที่สะอาดปราศจากมลพิษเพิ่มขึ้นสามารถทดแทนการนำเข้าน้ำมันที่มีราคาแพงมาผลิตกระแสไฟฟ้าอีกด้วย โดยกรมชลประทานได้ศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) มาตั้งแต่เดือนกันยายน 2559 และจะสิ้นสุดในวันที่ 14 มีนาคม 2561 รวมระยะเวลาเกือบ 2 ปี ก่อนที่จะดำเนินการก่อสร้างต่อไป

           “การผันน้ำแม่น้ำยวมตอนล่างที่เคยศึกษาเบื้องต้นนั้นจะผันน้ำก่อนที่จะไหลลงสู่แม่น้ำเมยและแม่น้ำสาละวินประมาณ 20 กิโลเมตร โดยจะมีการสร้างอ่างเก็บน้ำกั้นแม่น้ำยวม พร้อมสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าและสระพักน้ำบริเวณแม่น้ำเงาบรรจบกับแม่น้ำยวมที่อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน เพื่อสูบน้ำส่งไปตามอุโมงค์รูปเกือกม้าขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 8-9 เมตร ความยาว 61.8 กิโลเมตร ซึ่งจะเจาะลอดใต้ภูเขาเป็นการลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมบนพื้นที่ผิวดินไปยังปลายน้ำบริเวณอ่างเก็บน้ำดอยเต่า อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของเขื่อนภูมิพล" ดร.สมเกียรติแจงรายละเอียด

          อย่างไรก็ตามการศึกษาทบทวนโครงการดังกล่าวนี้จะครอบคลุมในทุกๆ ด้านทั้งด้านวิศวกรรม เศรษฐศาสตร์ สิ่งแวดล้อม สังคม ตลอดจนผลกระทบที่จะเกิดขึ้นและแนวทางแก้ไข รวมทั้งจะทำการวิเคราะห์สาเหตุปัญหาการใช้น้ำ การขาดแคลนน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตลอดจนแนวโน้มการใช้น้ำในอนาคตอีก 20 ปีข้างหน้า โดยจะศึกษาและจัดทำรายงานความเหมาะสมและรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมของทางเลือกแนวผันน้ำ รวมทั้งเปิดโอกาสให้ประชาชนในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินโครงการทุกขั้นตอนด้วย

                                                                                  ...................................................................