ข่าว

เรือนชานบ้านเมือง-คำเตือนจาก  “โจเซฟ สติกลิตส์”

เรือนชานบ้านเมือง-คำเตือนจาก “โจเซฟ สติกลิตส์”

27 ส.ค. 2552

ในสัปดาห์ที่ผ่านมา กรุงเทพฯ มีโอกาสต้อนรับ นักเศรษฐศาสตร์ เจ้าของรางวัลโนเบล ปี 2544 โจเซฟ สติกลิตส์ (Joseph Stiglitz) ปรมาจารย์ทางเศรษฐศาสตร์ ชื่อก้องโลก โดยการมาเยือนครั้งนี้ ส่วนหนึ่งได้มาพูดในหัวข้อเรื่อง “เอเชียเส้นทางสู่เศรษฐกิจใหม่” ที่ เดอะเนชั่

เจ้าของรางวัลโนเบลอันทรงเกียรติ สาขาเศรษฐศาสตร์ ได้ตอกย้ำต่อสาธารณชนให้ตระหนักถึงความล้มเหลวของระบบทุนนิยม ที่ได้ก่อให้เกิดวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจแบบซ้ำซากขึ้นกว่า 125 ครั้ง ในต่างกรรมต่างวาระ อีกทั้งยังได้เตือนสติชาวไทยและชาวเอเชีย ว่าจำเป็นต้องมีวิสัยทัศน์ หาทิศทางในการพัฒนาให้ได้ว่าเศรษฐกิจสังคมแบบไหนที่เราต้องการ รวมไปถึงที่คนเอเชียต้องการ  ทั้งยังต้องค้นหาสิ่งที่เป็นเครื่องมือในการประเมิน หรือดัชนีชี้วัดความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจที่ทำให้ประชาชนคนหมู่มากกินดี อยู่ดี มีคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุข 

 โจเซฟ สติกลิตส์ ได้ตอกย้ำและเตือนสติชาวไทยและชาวเอเชียว่า การเติบโตของตัวเลข จีดีพี ไม่ใช่เครื่องชี้วัดให้เห็นถึงสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่ดี  มีความผาสุข ทั้งยังไม่ใช่ตัวช่วย ให้สังคมโดยรวมมีความสุขได้ เขาเชื่อว่าระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมที่กำลังครอบงำโลกอยู่นั้นล้มเหลว จำเป็นต้องจัดระบบ  ระเบียบทุนนิยมกันใหม่ รวมไปถึงการจัดระเบียบโครงสร้างทางการเงิน  การไหลเวียนของเงินในระบบทุนนิยมแบบเก่าๆ ที่ก่อให้เกิดปัญหาซ้ำซากอย่างต่อเนื่อง  หนักบ้าง  เบาบ้าง  มาเป็นระยะเวลากว่า 2 ทศวรรษ  ล้วนมาจากกระแสการลงทุนโดยตรงของนายทุนข้ามชาติกว่า 80% อีกทั้งยังเป็นการลงทุนเพื่อควบรวมกิจการแทนที่จะเป็นการลงทุนที่ก่อให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริงในเรียวเซ็กเตอร์ เพื่อช่วยส่งเสริมความสามารถในการผลิตและยกระดับมาตรฐาน  การกินดี  อยู่ดี ในปัจจัยทั้ง 4 ที่สำคัญในการดำรงชีวิตของมนุษย์

 หากว่ากันตามตรงแล้ว สิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์ชื่อก้องโลกท่านนี้ได้แสดงวิสัยทัศน์ออกมานั้น  ไม่ใช่เรื่องใหม่เลยครับสำหรับคนไทย แท้จริงแล้วเป็นเรื่องเก่าที่เรามองข้ามความสำคัญไป  สิ่งที่เขาพูดมาทั้งหมดก็ล้วนแต่เป็นแนวคิดในเศรษฐกิจทฤษฎีใหม่ที่เรามักจะเรียกสั้นๆ ว่า  “เศรษฐกิจพอเพียง” นั่นแหละครับ เป็นเศรษฐกิจแนวทางใหม่ที่ในหลวงได้ทรงพระราชทานให้แก่พสกนิกรของพระองค์และพระองค์ทรงเป็นแบบอย่างมานานหลายสิบปี   ท่านจะสามารถเข้าใจปรัชญาการมองของ โจเซฟ สติกลิตส์  ได้ไม่ยากเลยครับ เพียงแต่ท่องคำว่า “ประโยชน์ กับ ความสุข”  คือ การกระทำใดๆ  ก็ตามล้วนแล้วแต่เป็นประโยชน์แต่ประโยชน์นั้นก่อให้เกิดความสุขกับตัวท่าน กับสังคมที่ท่านอยู่หรือไม่   

ดังนั้น ผมอยากเห็นสังคมไทยมีวิสัยทัศน์ที่จะแสวงหาแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในรูปแบบใหม่ๆ ที่ก่อให้เกิดความสมดุลระหว่างประโยชน์และความสุข ผมดีใจนะครับที่ โจเซฟ สติกลิตส์ ได้มาเมืองไทย เพราะหวังว่าบรรดาคนไทยส่วนใหญ่ที่เห่อฝรั่ง  เห็นฝรั่งเป็นเทวดา พูดอะไรออกมาก็ต้องเชื่อ คราวนี้ฝรั่งระดับรางวัลโนเบลที่ถือว่าเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ระดับโลก สุดท้ายก็ต้องกลืนน้ำลายตัวเองหันกลับมาพูดเรื่อง “เศรษฐกิจพอเพียง” อันจะเป็นทางรอดของโลกทุนนิยมในอนาคตที่ถ้าหากยังดื้อดึงขืนฝืนยื้อต่อไป ก็จะต้องล่มสลายลงเป็นโดมิโนทั้งระบบ  เพราะขนาดทุนนิยมตัวแม่อย่างสหรัฐอเมริกาก็ยังจะเอาตัวแทบไม่รอดอยู่ในขณะนี้   

คิดไปคิดมาก็น่าขำนะครับสุดท้ายบรรดาฝรั่งตาน้ำข้าวก็ต้องมาตายน้ำตื้นด้วยวิถีคิด “เศรษฐกิจพอเพียง” ของพระเจ้าอยู่หัว มาถึงอารมณ์นี้ใจของผมก็อดนึกถึงพ่อมดระดับพี่เต้ยของระบบทุนนิยมโลก คือ จอร์จโซรอซ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยออกมาพูดเหน็บแนมระบบทุนนิยมเอาไว้อย่างเฉียบคมว่า “ในระบบทุนนิยมนั้นสุดท้ายก็ต้องตายกันหมด” ดังนั้น จงตื่นเถิดชาวไทย อย่ามัวหลับใหลลุ่มหลงหันกลับสู่  “เศรษฐกิจพอเพียง”  หันกลับมาแสวงหาความสมดุลของ “ประโยชน์กับความสุข”   ทั่วโลกเขาตื่นกันหมดแล้ว คงได้เวลาที่พวกเราชาวไทยควรตื่นกันเสียทีครับ