กยท.เผยราคายางที่ตัวสูงขึ้นช่วงที่ผ่านมา และกำลังลดลงขณะนี้ถือเป็นไปตามกลไกตลาด ถก 3 ภาคส่วนแก้ปัญหาราคาน้ำยางสด แนะเกษตรกรกระจายความเสี่ยง ปลูกพืชอื่นสร้างรายได้เพิ่ม
ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เผยว่า ช่วงที่ผ่านมา ราคายางได้ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากอุปทานยางในประเทศผู้ผลิตยางลดลง ขณะที่ความต้องการของผู้ประกอบการยังคงมีอยู่ โดยมีหลายสาเหตุที่ทาให้ผลผลิตลดลง ทั้งจากนโยบายชะลอการส่งออกด้วยการควบคุมปริมาณยางของ 3 ประเทศผู้ผลิตยางรายใหญ่ ในปี 2559 ซึ่งส่งผลให้มีปริมาณยางหายไปจากตลาดซื้อขายโลก ประมาณ 7 แสนตัน ประกอบกับภาวะฝนตกหนักและน้าท่วมขังในภาคใต้ ตั้งแต่ธันวาคม 2559 ถึงมกราคม 2560 เป็นเวลาเกือบ 2 เดือน ส่งผลให้เกษตรกรไม่สามารถกรีดยาง ต้นยางได้รับความเสียหาย ปริมาณผลผลิตยางที่ออกสู่ตลาดมีปริมาณลดลงประมาณ 3-4 แสนตัน
นอกจากนี้ ช่วงที่ผ่านมายังมีปัจจัยบวกสนับสนุนให้ราคายางพุ่งสูงขึ้นอีกหลายปัจจัย ได้แก่ ประเทศจีนซึ่งเร่งซื้อยางเพื่อนาไปผลิตเป็นล้อยางส่งไปสหรัฐฯ ก่อนที่สหรัฐฯ จะปรับขึ้นภาษีนาเข้าตามนโยบายของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ทำให้ราคาสูงขึ้นเป็นไปตามกลไกตลาดช่วงขณะนั้น ซึ่งสภาวะที่ราคายางพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและรวดเร็วนี้ถือว่าเป็นภาวะผิดปกติ ดังนั้น เมื่อปัจจัยที่เกี่ยวข้องดังกล่าวกลับเข้าสู่สถานการณ์ปกติ ผลผลิตยางออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้นย่อมส่งผลให้ราคายางมีการปรับตัวลดลงซึ่งถือว่าเป็นไปตามกลไกตลาด
ดร.ธีธัช กล่าวเพิ่มเติมว่า กรณีราคาน้ายางสดที่ผันผวนมากนั้น เนื่องจากราคายางกำลังกลับเข้าสู่กรอบราคาตามภาวะปกติ เพราะสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้เริ่มคลี่คลาย เกษตรกรสามารถกรีดยางได้ ประกอบกับช่วงนี้ของทุกปีเป็นฤดูกาลที่ต้นยางให้ผลผลิตน้ายางมากอยู่แล้ว ดังนั้น ผลผลิตในตลาดจึงมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นกว่าช่วงที่ผ่านมา รวมถึงช่วงเทศกาลตรุษจีนของทุกปี ราคายางอาจมีการเปลี่ยนแปลงโดยจะลดลง เพราะประเทศผู้ซื้อหยุดการทำงาน ทั้งโรงงานที่รับซื้อ แรงงาน ระบบขนส่งต่างๆ อาจเป็นสาเหตุให้ราคาน้ายางสดอาจปรับราคาลงบ้าง
“กยท.ได้เร่งแก้ปัญหาเพื่อหาแนวทางร่วมกันระหว่างระหว่างผู้แทนเกษตรกรผู้ประกอบการ ซึ่งผลการหารือเป็นไปในทิศทางที่น่าพอใจสาหรับทุกฝ่าย โดย กยท.จะจัดตั้งตลาดกลางน้ายางสด เพื่อเพิ่มจุดรับซื้อ ขาย และสะท้อนราคาในท้องถิ่นที่แท้จริง ซึ่งนายกสมาคมผู้ประกอบการน้ายางในท้องถิ่น ยืนยันพร้อมเข้าร่วมสนับสนุน ขณะเดียวกัน กยท.จะเร่งส่งเสริมด้านแปรรูปยางพาราในพื้นที่ให้เป็นผลิตภัณฑ์เพื่อการใช้งาน โดยริเริ่มโครงการพี่ช่วยน้อง เพื่อให้กลุ่มเกษตรกรที่เข้มแข็งเป็นพี่เลี้ยง และรับซื้อน้ายางสดจากกลุ่มเกษตรกรรายย่อย เพื่อไปแปรรูปเป็นสินค้าขั้นกลาง และขั้นปลาย
โดยกยท.จะสนับสนุนด้านทุน องค์ความรู้ พร้อมทั้งช่วยหาตลาด อีกทั้ง เกษตรกรต้องปรับเปลี่ยนวิถีการทางานจากการพืชเชิงเดี่ยวไปเป็นการปลูกพืชผสมผสาน หารายได้จากผลผลิตทางการเกษตรอื่นๆ ที่สาคัญ ภาคเกษตรกรจะต้องมีการส่งเสริมการประกอบอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ เช่น การปลูกพืชผสมผสาน เสริมรายได้ในสวนยาง เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ เป็นแนวทางแก้ปัญหาเร่งด่วน คาดว่าสถานการณ์น่าจะดีขึ้น” ดร.ธีธัช กล่าวทิ้งท้าย