ข่าว

ภาวะผู้นำ

ภาวะผู้นำ

27 ส.ค. 2552

ดูไปแล้วสถานการณ์รัฐบาลที่แม้ว่าจะลุ่มๆ ดอนๆ เจอทั้งจากเสื้อแดง-ฝ่ายค้าน จากพรรคร่วม และภายในพรรคเดียวกัน แต่ก็น่าจะถูไถกันไปได้จนถึงสิ้นปี

 ถึงแม้ว่า 30 สิงหาคมนี้ เสื้อแดงจะสนองคุณทักษิณ ด้วยการนัดชุมนุมใหญ่ แล้วก็มีการกระพือฮือโหม เพิ่มภาพลักษณ์ให้กลายเป็นยักษ์เป็นมาร เตรียมเผาบ้านเผาเมือง ก็เถอะ

 เอาเข้าจริงแล้วจะมีแดงแบบไหนที่จะกล้าทำแบบนั้น

 แต่ถามว่า คนที่คิดอย่างนั้นได้ประโยชน์หรือไม่ วันเวลาเมื่อมันผ่านไปก็จะให้คำตอบเองว่า เหตุใด 30 สิงหาคม ถึงต้องเตรียมการใหญ่โตมโหฬาร ถึงขั้นประกาศบังคับใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง

 เมื่อแดงไม่แรงพอที่จะทำอันตรายรัฐบาล หันไปดูเกมภายในรัฐบาล...ที่แรงที่สุด ก็น่าจะเป็นการตั้ง ผบ.ตร.คนใหม่ ที่หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยออกอาการ "ไม่เอาพวก" โหวตสวนอำนาจนายกฯ

 แต่หนึ่งในแกนนำพรรคภูมิใจไทยยืนยันว่า เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ เพราะสุดท้ายแล้วก็ต้องให้เกียรตินายกฯ แต่นั่นหมายความว่า นายกฯ ต้องแสดงภาวะผู้นำออกมากให้ชัดเจน

 เช่นเดียวกับการตั้งปลัดกระทรวงพาณิชย์ ที่เมื่อนายกฯ ต้องการให้เข้า ครม.เป็นวาระปกติ ก็คาดว่าอังคารหน้า...น่าจะจบ

 รวมทั้งเรื่องงบประมาณ ซึ่งจะเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้พรรคร่วมรัฐบาลเดินกันไปตามครรลอง ประกอบกับการประชุมสภาสมัยประชุมนี้เป็นสมัยนิติบัญญัติ ก็เท่ากับว่า หากไม่สะดุดหัวแม่เท้าตัวเอง รัฐบาลนี้น่าจะพ้นปี 2552 ไปได้อย่างไม่ยากเย็นนัก

 ไปลุ้นกันอีกทีก็โน่นแหละ สมัยประชุมหน้าที่ฝ่ายค้านมีโอกาสเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ที่เมื่องบประมาณออกมาแล้ว ท่าทีการร่วมหัวจมท้ายอาจเปลี่ยนไป

 ที่ว่าอาจเปลี่ยนไปนั้น หาได้เกิดขึ้นปุบปับฉับพลันไม่

 หากแต่เป็นเรื่องราวที่ค่อยๆ สั่งสม เก็บเล็กผสมน้อยเพื่อนำไปประกอบการพิจารณา

 หลักใหญ่ใจความอยู่ที่ ภาวะความเป็นผู้นำของนายกรัฐมนตรี !

 หลังจากที่ถูกกระแทกอย่างรุนแรงเมื่อครั้งนัดประชุม ก.ต.ช. เพื่อพิจารณาบุคคลขึ้นรับตำแหน่ง ผบ.ตร.มาแล้ว การพิจารณาเพียงแค่ว่านี่คือ การท้าทายอำนาจนายกรัฐมนตรีเพียงประการเดียวหาได้ไม่

 เรื่องราวลักษณะนี้ไม่ใช่แบกเอาอำนาจไปทุบโต๊ะเปรี้ยง โดยไม่ใช้ศาสตร์และศิลป์ ถ้ามันไม่สำเร็จนอกจากจะอันตรายแล้ว ยังทำให้ความเชื่อมั่นถูกบั่นทอนลงอย่างรุนแรง

 ถึงแม้ว่า หลังจากนั้นจะมี ก.ต.ช.บางคนออกมาเปิดทางรับแนวทางที่นายกฯ เสนอ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ไอ้ที่ได้ทำไปก่อนหน้านั้นจะลบล้าง หรือกู้ภาพลักษณ์กันขึ้นมาได้

 การ "เตรียมการล่วงหน้า" ไม่ว่าจะเป็นการล็อบบี้ หรือชี้แจงเหตุผล ซึ่งน่าจะได้จาก "ทีมงาน" ที่มองทะลุสถานการณ์ไปถึงวันข้างหน้าเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่มีปัญหาประดังเข้ามาแทบจะเป็นรายนาที

 หาไม่แล้วก็จะเป็นอย่างที่เห็น เมื่อรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทยเสนอตั้งปลัดกระทรวงพาณิชย์เข้า ครม.เป็นวาระจรแล้วถูกตีกลับ แต่ข่าวกลับออกมาว่า "นายกฯ เอาคืน" ซึ่งไม่ใช่เรื่องดีต่อภาวะการเป็นผู้นำสูงสุดเลยแม้แต่น้อย

 ทั้งที่เรื่องราวอาจเป็นเพียงแค่ว่า นายกฯ ขอให้นำเข้าวาระปกติ เพื่อให้ ครม.ร่วมพิจารณาอย่างถี่ถ้วนเท่านั้น

 เพราะรู้อยู่แก่ใจว่า ไม่พร้อมจะเลือกตั้งกันทั้งนั้น ถึงอย่างไรก็ต้องพยายามประคับประคองให้รัฐบาลผ่านพ้นปีนี้ไปให้ได้..แล้วจะมีประโยชน์อะไรที่จะไปสร้างรอยร้าวภายในพรรคร่วมโดยไม่จำเป็น

 ขณะเดียวกันก็ต้องคิดค้นวิธีการ หรือคิดหาเครื่องมือมากำกับ ควบคุม หรือประคองให้พรรคร่วมเดินไปในทิศทางที่ควรจะเป็น

 ทั้งหมดทั้งมวลนี้ ย่อมวกกลับมาที่ "ภาวะผู้นำ" ของนายกรัฐมนตรี

 ต่อให้พรรคร่วมคิดว่าเป็นคนตั้งรัฐบาล ตั้งนายกฯ แต่หากมีภาวะผู้นำมากพอ ก็คิดเห็นเช่นนั้น ย่อมถูกขีดให้อยู่ในวงจำกัด เพื่อให้ง่ายต่อการเจรจา
 ก็เห็นบอกว่า จะทำเพื่อชาติกันไม่ใช่หรือ ?

ศรายุทธ สายคำมี