
ร่างกายพิการแต่ก็รักในหลวงสุดหัวใจ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 พระราชทานความช่วยเหลือเรื่องแหล่งน้ำจนทำให้พื้นดินที่แห้งผากกลับมาชุ่มฉ่ำอีกครั้ง
สำหรับบรรยากาศภายในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งเปิดให้ประชาชนเช้าถวายสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นวันที่ 100 โดยเจ้าหน้าที่เปิดประตูตั้งแต่เวลา 04.50 น. ก็ยังคงมีประชาชนที่แต่งกายด้วยชุดดำสุภาพเข้าถวายสักการะเป็นจำนวนมาก
จันทรา จุมแพง
นางจันทรา จุมแพง วัย 55 ปี ชาวอำเภอนิคมคำสร้อย จ.มุกดาหาร เดินทางมาพร้อมพี่น้องประชาชนเทศบาลชาวนิคมคำสร้อยจำนวน 200 คน กล่าวหลังจากที่ได้สักการะพระบรมศพบนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ว่า การมาครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 2 แต่ความรู้สึกก็ไม่ได้ต่างจากครั้งแรกมากนัก มีความรู้สึกตื้นตันภูมิใจ ที่มีโอกาสได้มาสักการะพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ 9 เพราะตัวเองและครอบครัวรักในหลวงรัชกาลที่ 9 มาก พระองค์ทรงเป็นผู้ชุบชีวิตผู้คนให้พ้นจากความแร้นแค้น และทรงวางแนวทางในการใช้ชีวิตได้อย่างแยบยล
“สมัยก่อนภาคอีสานได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่แร้นแค้นจนได้ชื่อว่าเป็นเมืองทุ่งกุลาร้องไห้ แต่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ก็ได้พระราชทานความช่วยเหลือเรื่องแหล่งน้ำจนทำให้พื้นดินที่แห้งผากกลับมาชุ่มฉ่ำอีกครั้ง ชาวนามีน้ำใช้ในการปลูกข้าวมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นครอบครัวไม่ต้องแตกแยกพ่อไปทางแม่ไปทาง เพราะมีนำ้ใช้ในการเกษตรครอบครัวไม่เดือดร้อน อีกทั้งแนวคิดเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงก็เป็นแนวทางให้เราหันมาแบ่งพื้นที่ที่เหลือจากการทำนามาปลูกผักสวนครัว ขุดบ่อเลี้ยงปลา ไว้กินกันในครัวเรือน ซึ่งเป็นการสานต่อแนวพระราชปณิธานพ่อหลวงอย่างแท้จริง”นางจันทรา กล่าว
นายปิยะบุตร เทียนคำศิริ
ด้านนายศุภชีพ ดิษเทศ นายกสมาคมคนพิการแห่งประเทศไทย นำตัวแทนผู้พิการจาก 77 จังหวัดทั่วประเทศ จำนวน 300 คน เดินทางมากราบสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดนนายปิยะบุตร เทียนคำศิริ อายุ 38 ปี สมาชิกสามัญผู้แทนจัวหวัดกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ในโอกาสที่ตัวแทนผู้พิการจากทั่วประเทศเดินทางมาร่วมประชุมสมัชชาเพื่อเลือกนายกฯสมาคม หลังจากเลือกตั้งเสร็จสิ้นนายกสมาคมฯเห็นว่านาน ๆ ทีผู้พิการจะมีโอกาสได้มารวมตัวกัน จึงพากันมากราบสักการะพระบรมศพในครั้งนี้ ส่วนตัวแม้ว่ามีโอกาสมากราบสักการะพระบรมศพเป็นครั้งแรก แต่ก่อนหน้านี้มักมาร่วมกิจกรรมอาสาเก็บขยะที่ท้องสนามหลวงบ่อยครั้ง อยากให้ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงรู้ว่าแม้ตัวเองจะร่างกายพิการแต่ยังมีความจงรักภักดีต่อพระองค์ท่านอยู่เต็มหัวใจ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อผู้พิการเป็นอย่างมาก ตัวเองไม่เคยลืมเลยว่าที่มีวันนี้ได้ก็เพราะพระองค์ทรงใส่พระทัยยกระดับคุณภาพชีวิตผู้พิการเสมอมา นอกจากนี้พระองค์ยังทรงเป็นแบบอย่างของการทำดี ท่านไม่เคยรับสั่งหรือบังคับให้ใครทำอย่างที่พระองค์ต้องการ แต่ท่านทรงทำเป็นแบบอย่างให้ประชาชนดู หลังจากนี้จึงอยากให้ประชาชนชาวไทยตั้งใจเดินตามรอยเท้าของพระองค์
ทั้งนี้ สำนักพระราชวังได้สรุปยอดรวมประชาชน ที่เดินทางมาสักการะพระบรมศพ เมื่อวันที่ 9 ก.พ.หลังสำนักพระราชวัง ปิดไม่ให้ประชาชนเข้าพระบรมมหาราชวัง เพื่อขึ้นกราบสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในเวลา 22.15 น. เนื่องจากยังมีประชาชนรอเข้ากราบสักการะพระบรมศพ ในมณฑลพิธีสนามหลวงเป็นจำนวนมาก ว่า มีจำนวนทั้งสิ้น 34,211 คน รวม 99 วันมี4,232,114 คนและมีประชาชนถวายเงินเพื่อร่วมบำเพ็ญพระราชกุศลเป็นเงิน 3,268,726 บาท รวม 99 วัน เป็นเงินทั้งสิ้น356,960,217.09 บาท
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันเดียวกันนี้ ที่เต็นท์อาหารพระราชทานของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งตั้งอยู่บริเวณหน้าประตูสรีสุนทร ในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งเป็นประตูทางออกของพสกนิกรหลังกราบสักการะพระบรมศพ การนี้ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หน่วยทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ฯ นำอาหาร ขนม ของว่าง และน้ำดื่มพระราชทานมาแจกจ่ายให้ประชาชน โดยแบ่งเป็นมื้อเช้า เวลา 07.00 น. ข้าวเหนียวหมูหวาน 2,000 กล่อง, นมหนองโพ 2,000 กล่อง มื้อกลางวัน 11.00 น. ข้าวผัดน้ำพริกกุ้ง 2,000 ชุด,ผัดหมี่โคราช 2,000 ชุด และ ขนมไทย 1,000 ชุด มื้อบ่าย 16.00 น. ขนมไทย 1,000 กล่อง, เฉาก๊วยชากังราว 1,000 ถุง น้ำสมุนไพร 700 ลิตร ส่วนมื้อเย็น 18.00 น. ข้าวหมูทอดกระเทียม 3,000 กล่อง ผลไม้ 3,000 ชุด ทั้งนี้มีน้ำดื่มให้บริการตลอดทั้งวัน



