ข่าว

มือที่สามหรือล้อมคอกก่อนวัวหาย

มือที่สามหรือล้อมคอกก่อนวัวหาย

27 ส.ค. 2552

เป็นเรื่องธรรมดาที่นักวิชาการกลุ่มหนึ่งรวมทั้งกลุ่มคนเสื้อแเดงจะรีบออกโรงวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลว่าตีตนไปก่อนไข้ กรณีประกาศใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรในพื้นที่เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 29 สิงหาคม ถึง 1 กันยายน

 เพื่อป้องกันความวุ่นวายทางการเมือง ขณะที่สังคมโดยรวมโดยเฉพาะพวกที่เป็นกลางซึ่งต้องอดทนอยู่กับสภาพบ้านเมืองที่ไร้กติกามานาน ต่างเห็นด้วยที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ไม่ได้นิ่งนอนใจว่าการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มเสื้อแดงในวันที่ 30 สิงหาคมนี้ จะเป็นไปโดยสงบจริงตามที่พูดไว้ เพราะอาจจะมีมือที่สามเข้ามาสวมรอยหวังขยายปมให้รุนแรงขึ้น จึงรีบตัดไฟแต่ต้นลมเพื่อป้องกันประวัติศาสตร์เกิดซ้ำรอยเฉกเช่นคราวสงกรานต์เลือด

 ท่ามกลางมุมมองที่ต่างกันเกือบจะสุดขั้วของคนในสังคม ซึ่งยังไม่ค่อยได้รับการยกระดับจิตใจให้รู้จักยอมรับในความเห็นที่แตกต่างในกันและกัน เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องเร่งใช้สื่อทุกสื่อให้เป็นประโยชน์ในการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้แก่ประชาชนถึงความจำเป็นที่ต้องประกาศใช้พ.ร.บ.ความมั่นคง ว่ามีขึ้นในพื้นที่จำกัดแค่เขตเดียว และมีขึ้นเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม โดยไม่มีการห้ามชุมนุมทางการเมืองแต่ประการใด หรืออีกนัยหนึ่งเป็นเพียงแค่จัดระเบียบใหม่ให้การชุมนุมเป็นไปด้วยความเรียบร้อยเท่านั้น

 ขณะเดียวกัน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งถูกละเลงภาพในแง่ลบว่า ไม่เด็ดขาด ไม่มีความกล้า และไร้ภาวะความเป็นผู้นำจนถูกลองดีครั้งแล้วครั้งเล่า ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วได้ชื่อว่าเป็นนักประชาธิปไตยผู้ยึดมั่นในหลักการและความถูกต้องเพื่อดึงระบบคุณธรรมกลับสู่สังคมอีกครั้ง จะต้องพิสูจน์ให้ประชาชนเห็นว่าเอาจริงเอาจังและมีความเด็ดขาดในการบริหารประเทศมากขึ้น เพื่อรักษาไว้ซึ่งเสถียรภาพและความสงบสุขของสังคม อันจะเป็นเครื่องรับประกันว่าการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนกับประเทศคู่เจรจาที่จะมีขึ้นอีกครั้งที่หัวหินในวันที่ 23-25 ตุลาคมนี้ จะดำเนินไปได้ด้วยดี ซึ่งจะช่วยกู้ชื่อเสียง เกียรติภูมิ และความเชื่อมั่นของประเทศไทยกลับคืนมาได้อีกทางหนึ่ง

 ที่สำคัญ รัฐบาลจะต้องพิสูจน์ให้ประชาชนเห็นว่า การประกาศใช้พ.ร.บ.ฉบับนี้จะสามารถช่วยฟื้นความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจได้จริงตามที่อ้างไว้ ช่วงที่นักลงทุนต่างชาติเริ่มกลับเข้ามาลงทุนในประเทศมากขึ้น จนสูงเป็นอันดับสองในเอเชียรองจากสิงคโปร์ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในเสถียรภาพของไทยมากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่คนไทยจะต้องช่วยกันธำรงไว้ต่อไป