
ข้อสังเกตจิ๊บๆจากรายงานเรื่องสมานฉันท์
รายงานของคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและการศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นรายงานที่มีความสนใจอยู่หลายประการ ในวันนี้จะขอหยิบยกสักสองสามประเด็นขึ้นมาอภิปราย เพื่อให้เห็นถึงปัญหาท้าทายที่มีต่อเรื่องของการสร้างความสมานฉันท์ การปฏิรูปการเมือง และกา
ประการแรก รายงานไม่มีความชัดเจนเรื่องของคำนิยามในเรื่องของ "ความสมานฉันท์ทางการเมือง" สิ่งที่รายงานนำเสนอนั้นเป็นภาพของ "ความสมานฉันท์ทางวัฒนธรรม" ที่อ้างอิงกระแสการโหยหาอดีตของความเป็นชุมชนชาตินิยมไทย
คำถามคือ "(การ)หวนคืนกลับสู่ความรัก ความสามัคคีปรองดองกันของคนในชาติ (การ) หวนคืนสู่ความเป็นคนไทยที่มีจิตใจอ่อนโยน เป็นมิตร มีน้ำใจ มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และเต็มไปด้วยรอยยิ้มที่คนทั้งโลกยกย่องและกล่าวถึงโดยเร็วที่สุด (และไม่ว่าจะมีความขัดแย้งแบ่งสีและฝ่ายอย่างไร) แต่สุดท้ายทุกคนต่างเรียกร้องหาความดีงามที่บรรพบุรุษของคนไทยสร้างและปฏิบัติสืบกันมาจนเป็นเอกลักษณ์และวัฒนธรรมของชาติไทยมาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี" (หน้า 9) มันเกี่ยวพันอะไรกับ "ความสมานฉันท์ทางการเมือง" ?
ความจริงเรื่องความสมานฉันท์ทางการเมืองนี้จะมองว่าเป็นเรื่องใหม่ก็ได้ หรือมองว่าเป็นเรื่องเก่าจะพอได้ เพราะในอดีตเรามักจะพูดถึงคำว่า "ความสามัคคี" ของคนในชาติ และเมื่อเราพูดถึงความสามัคคี เราก็มักจะพูดถึงเรื่องของความจงรักภักดีต่อชาติในทางหนึ่ง และในอีกทางหนึ่งเราก็มักจะพูดถึงการสร้างศัตรูร่วมกัน
ในแง่นี้ความสมานฉันท์ทางการเมืองจึงเป็นเรื่องที่จินตนาการได้ลำบาก และไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะต้องนำเอาเรื่องของอุดมการณ์ชาตินิยมเข้ามาอ้างอิงตามความคุ้นชินของคนในสังคม
ประการที่สอง รายงานวางอยู่บนระบบเหตุผลแบบเรียวแคบลงไปเรื่อยๆ โดยเริ่มต้นที่การมองว่าความขัดแย้งทางการเมืองนั้นเป็นเรื่องของการขาดความสมานฉันท์ ดังนั้น ต้องมีการปฏิรูปการเมือง และในการปฏิรูปการเมืองนั้นความสำคัญอยู่ที่เรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ทั้งนี้ มิได้หมายความว่าคณะกรรมการไม่ได้พูดเรื่องอื่นๆ แต่การปฏิรูปการเมืองนั้นแม้ว่าจะถูกระบุว่าเป็นหนึ่งในหลายทางออกต่อเรื่องของการสร้างความสมานฉันท์ และการแก้รัฐธรรมนูญก็ถูกระบุว่าเป็นหนึ่งในเรื่องของการปฏิรูปการเมือง แต่ดูเหมือนว่าจุดเน้นของรายงานจะอยู่ในสองเรื่องนี้ และเอาเข้าจริงจะมาอยู่ตรงเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ซึ่งเมื่อมองในรายละเอียดก็จะพบว่าแม้กรรมการสมานฉันท์จะมาจากหลายฝ่าย แต่สิ่งที่รายงานนำเสนอก็คือการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อยกเลิกการยุบพรรค การกลับไปใช้การเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเบอร์เดียว และการให้วุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง ส่วนเรื่องอื่นๆ นั้นยังไม่ใช่ประเด็นเร่งด่วน
เรื่องนี้สำคัญตรงที่ว่า เมื่อเราพูดเรื่องความสมานฉันท์แล้วมาจบลงที่การแก้กฎหมายให้นักการเมือง โดยไม่มีการแก้โครงสร้างทางการเมืองด้านอื่นควบคู่กัน และที่สำคัญไม่ได้ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ ก็อาจมีความเป็นไปได้ว่าประชาชนจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้น้อยมาก และบรรดาพันธมิตรของการทำรัฐประหารทั้งหลายก็จะใช้เหตุผลนี้ในการไม่ให้ความสนใจในรายงานฉบับนี้เช่นกัน เพราะท่าทีของรายงานนั้นเป็นรายงานที่อิงกับเรื่องของสภาผู้แทนราษฎรมากกว่าเรื่องอื่นๆ (ไม่ใช่เรื่องผิดและไม่น่าแปลกใจ และเป็นเรื่องที่เข้าใจได้)
ประการสุดท้าย รายงานไม่มีท่าทีและจุดยืนที่สำคัญต่อสถานะของการทำรัฐประหารในสังคมไทย รายงานมองว่าการทำรัฐประหารเป็น "ผล" จากปัญหาทางการเมือง (การคอรัปชั่น) แต่ไม่ได้ยืนยันเช่นกันว่าการทำรัฐประหารเป็น "เหตุ" ให้เกิดความไม่สมานฉันท์ทางการเมืองได้เช่นกัน
เราจึงไม่พบท่าทีว่าการรัฐประหารนั้นจะถูกลงโทษอย่างไร และถ้าเราไม่มีการลงโทษการทำรัฐประหาร การรัฐประหารก็จะเกิดขึ้นได้เรื่อยๆ
ในสังคมที่สถิติการทำรัฐประหารที่สำเร็จนั้นสูงกว่าการทำรัฐประหารที่ไม่สำเร็จ



