ข่าว

ฟังฝรั่งแนะแก้เศรษฐกิจไทย

ฟังฝรั่งแนะแก้เศรษฐกิจไทย

27 ส.ค. 2552

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วมีนักวิชาการทางเศรษฐศาสตร์ฝรั่งชื่อดังเข้ามาในประเทศไทย ท่านผู้นี้คือศาสตราจารย์ ดร.โจเซฟ สติกลิตซ์ จากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย สหรัฐอเมริกา อาจารย์ท่านนี้นอกจากจะสอนหนังสือยังเป็นนักคิด นักเขียน และนักพูด เมื่อเข้ามาในประเทศไทยท่านได้ตระเ

ดร.สติกลิตซ์ ได้ชื่อว่าเป็นนักวิชาการปากกล้าโดยเมื่อคราวที่เกิดวิกฤติการณ์ต้มยำกุ้ง (ประมาณ พ.ศ.2540) ท่านเป็นหัวหน้าคณะเศรษฐกรอยู่ที่ธนาคารโลก แต่ได้ตำหนิติเตียนนโยบายและวิธีปฏิบัติของไอเอ็มเอฟในการแก้ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจในครั้งนั้นอย่างรุนแรงว่า นอกจากจะออกนโยบายไม่เข้าท่า เช่น บังคับให้รัฐบาลของประเทศที่ประสบวิกฤติรัดเข็มขัดให้ถึงรูสุดท้ายแล้ว ยังลามปามไปว่าเจ้าหน้าที่ของไอเอ็มเอฟนั้นมือไม่ถึง ได้แต่คนฝีมือระดับ 3 มาทำงาน เลยเป็นเหตุให้ถูกบีบจากธนาคารโลกให้กลับไปสอนหนังสือตามเดิม

 มาคราวนี้ความปากกล้าของท่านก็ยังมิได้บรรเทาลงได้ตระเวนสวดนโยบายแก้วิกฤติเศรษฐกิจของรัฐบาลอเมริกันไปทั่ว โดยเฉพาะอาจารย์ผู้นี้ไม่เห็นด้วยอย่างแรงกับการที่รัฐบาลอเมริกันเอาเงินภาษีของประชาชนบวกด้วยเงินกู้สาธารณะไปช่วยบริษัทใหญ่ๆ และธนาคารใหญ่ๆ ที่ตัวบริหารผิดพลาดเอง เป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องที่สุด (แต่ผมเองไม่ทราบว่าถ้ารัฐบาลอเมริกันปล่อยให้แบงก์เหล่านั้นล้มแล้วจะเกิดการเสียหายใหญ่หลวงอย่างไร) ท่านยังแถมท้ายด้วยว่า อย่าพึงยึดเอาอเมริกันดอลลาร์ซึ่งเสื่อมค่าลงเรื่อยๆ เป็นหลักแต่อย่างเดียว ควรหาช่องทางอื่น

 อาจารย์ผู้นี้ตระเวนพูดในที่หลายแห่งในเมืองไทย รวมทั้งในงานสัมมนาซึ่งจัดโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่เรารู้จักกันว่าเป็นแกนนำในการรณรงค์ให้ชาวบ้านเลิกเหล้าเลิกบุหรี่ แต่ทำไมมาเป็นเจ้าภาพจัดสัมมนาทางเศรษฐกิจ ก็คงได้คำตอบว่า อาจารย์ท่านนี้แม้เป็นนักเศรษฐศาสตร์ชั้นยอดโดยเคยได้รับรางวัลโนเบลด้วยนั้น มิได้เก่งแต่ทางตัวเลขรายได้รายจ่ายซึ่งเป็นเรื่อง “วัตถุนิยม” แต่ยังให้ความสนใจทางด้านจิตใจหรือธรรมะด้วย เพราะท่านเคยเสนอความคิดว่า อย่าให้เราเอาใจใส่แต่ตัวเลข เอาใจใส่แต่อัตราเติบโตของจีดีพีเท่านั้น เราจะต้องคำนึงถึงความสุขของมนุษย์ในด้านอื่น และควรได้ทำ “ดัชนีวัดความสุข” ขึ้นมาเป็นการคู่ขนานด้วย โปรดอย่าเข้าใจผิดว่า ดร.สติกลิตซ์ ให้ทิ้งเรื่องจีดีพีไปเลยทีเดียว

 เรื่องอื่นๆ ที่ ดร.ลติกลิตซ์ ปาฐกถาในเมืองไทยก็มีอีก 2-3 เรื่องที่น่าสนใจ อย่างการตั้งกองทุนสำรองในระดับภูมิภาคซึ่งไทยได้ริเริ่มขึ้นตาม “ปฏิญญาเชียงใหม่”นั้นท่านสนับสนุนว่าเป็นการกระทำที่ถูกต้องแล้ว

 อนึ่ง อาจารย์ท่านนี้ได้แนะนำว่าอย่ามุ่งพึ่งพาประเทศตะวันตกในการส่งออกมากนัก แต่ให้หันมาพัฒนาและพึ่งพิงตลาดภายในประเทศและภายในภูมิภาคอาเซียน ฉะนั้น การพัฒนาตลาดร่วมอาเซียนจึงเป็นแนวทางที่ถูกต้อง แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องพูดง่าย ฟังดูดี แต่ทำยาก และท่านก็ไม่ได้แนะนำว่าวิธีทำควรจะมีกลเม็ดอย่างไร

 ฟังปรมาจารย์พูดบางครั้งก็เหมือนพูด “ภาษาพรหม” ชาวบ้านเราไม่เข้าใจไม่เป็นไร แต่ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบบริหารบ้านเมืองนั้นฟังแล้วต้องทำความเข้าใจให้ลึกซึ้ง อย่าฟังผิดฟังถูกแล้วนำมาใช้จะให้โทษมากกว่าให้คุณ

นายหนูใหญ่
 [email protected]