ข่าว

ย้อนรอยคดี "ลุงวิศวกรยิงม.4ดับ"

ย้อนรอยคดี "ลุงวิศวกรยิงม.4ดับ"

09 ก.พ. 2560

เพื่อนม.4ถูกลุงวิศวกรยิงตายชี้มีหลักฐานคลิปหน้ารถออกมาต้องยอมรับ “ทนายสงกานต์” ชี้ช่อง “ลุงวิศวกร” สู้คดี ด้าน“ชูวิทย์”ติงสังคมอย่าแค่สะใจ

     จากเหตุการณ์ยิงกันที่บริเวณตลาดอ่างศิลา ถนนสายอ่างศิลา-สุขุมวิท ต.อ่างศิลา อ.เมือง จ.ชลบุรี เนื่องจากปัญหาจอดรถขวางกัน โดยกลุ่มวัยรุ่นที่นั่งในรถตู้ได้กรูไปที่รถยนต์มาสด้า สีบรอนซ์ ทะเบียน ฌต 5079 กรุงเทพมหานคร ซึ่งมี นายสุเทพ โภชนสมบูรณ์ อายุ 50 ปี วิศวกร นั่งอยู่ในรถ หลังจากนั้นได้มีเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด กระสุนถูกนายนวพล ผึ่งผาย หรือปอนด์ อายุ 17 ปี นักเรียนชั่น ม.4 เข้าบริเวณราวนมซ้ายและเสียชีวิตที่โรงพยาบาลชลบุรี เหตุเกิดเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีดังกล่าว

     อย่างไรก็ตาม ในโลกออนไลน์ได้วิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้อย่างมาก เนื่องจากคำให้การของสองฝ่ายไม่ตรงกัน โดยเพื่อนของผู้เสียชีวิตให้การยืนยันว่าไม่ได้ลงไปทำร้ายร่างกายวิศวกร แต่ลงไปเพื่อพูดคุยเคลียร์ปัญหาขัดแย้ง อีกทั้งปฎิเสธขับรถไล่ติดตามไปเอาเรื่อง ย้ำว่าไม่ได้บีบแตรเปิดไฟใส่รถคู่กรณีและไม่ได้ปาดหน้ารถคู่กรณีเอารถตู้และรถวีออสไปปิดหน้าปิดท้ายล้อมรถคู่กรณีตามที่วิศวกรกล่าวอ้าง

     จนกระทั่งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ มีคลิปจากกล้องหน้ารถของวิศวกรถูกเผยแพร่ในโลกออนไลน์และแสดงให้เห็นภาพเหตุการณ์วันเกิดเหตุดังกล่าว ทั้งนี้แม่ของผู้เสียชีวิตได้ตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการกระทำเกินกว่าเหตุหรือเปล่า แม้จะมีคลิปนี้ออกมาก็ตาม พร้อมตั้งคำถามว่า "จะเอาแบบนี้ใช่ไหม ทำเกินเหตุแล้วถูกต้องใช่ไหม เอาแบบนี้ใช่ไหม"

เพื่อนชี้หลักฐานต้องยอมรับ

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากคลิปหน้ารถของวิศวกรเผยแพร่ออกมาเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ มีชาวเน็ตจำนวนมากวิพากษ์วิจารณ์และชี้ว่าเป็นหลักฐานที่ชัดเจนในพฤติกรรม และล่าสุดเพื่อนของผู้เสียชีวิตได้โพสต์ยอมรับเช่นกัน

     เฟซบุ๊กเพื่อนของนายนวพล คนหนึ่ง โพสต์ภาพขณะไปร่วมงานศพ พร้อมระบุ “หลับให้สบายนะเพื่อนไม่ต้องห่วงทางนี้รักมึงนะเพื่อน #RIPปอน37” ต่อมาไม่นานเฟซบุ๊กคนเดิมได้โพสต์ข้อความอีกว่า “ผมอยากทำให้เพื่อนผมสบายใจ เเล้วอยากให้รู้ว่าเสียคนที่เรารักเเล้วรู้จะสึกยังไง แต่หลักฐานออกมาเเบบนี้ก็ต้องรับสภาพ” จากนั้นได้มีการแชร์ออกไปเป็นจำนวนมากอย่างรวดเร็ว

     สำหรับคลิปหน้ารถของลุงวิศวกร เพจ “อยากดังเดี๋ยวจัดให้ V.4” ได้เผยแพร่คลิปดังกล่าวความยาวประมาณ 3 นาที โดยระบุว่า เป็นคลิปจากกล้องติดหน้ารถของชายวิศวกร ได้ขับรถมาก่อนที่จะเบี่ยงรถจอดที่ริมถนน จากนั้นก็มีรถตู้ปาดหน้ามาจอด และกลุ่มวัยรุ่นต่างลงมาตรงมาที่รถ พร้อมกับเสียงทะเลาะวิวาทกัน โดยกลุ่มวัยรุ่นถามด้วยน้ำเสียงดุเดือดว่า “เก๋าเหรอ" และท้าทายให้ลงจากรถ ก่อนที่เสียงชายวิศวกรจะบอกว่า “ผมมากับแม่กับลูกขอร้องๆ” จากนั้นไม่นานก็มีเสียงปืนดังขึ้น และมีเสียงหญิงสาวในรถถามว่า “พี่ยิงมันหรอ” พร้อมกับเสียงสะอื้นไห้ และเป็นเสียงพูดคุยกันระหว่างชายวิศวกรและคนในรถ 

     เพจดังกล่าวยังโพสต์ข้อความว่า "#คลิปหลุดเผยความจริงคดีวิศกรยิงเด็กดับ#ใครกันแน่ที่โกหกดูเอง ลุงสุเทพติดต่อขอความช่วยเหลือกับควีนมาตั้งแต่เมื่อวาน ลุงบอกว่าถูกข่มขู่หนักมากทั้งทางโซเชียลและตอนทะเลาะวิวาท ลุงสัญญาว่าเรื่องที่เล่าไม่โกหก แต่ตอนนี้ปวดหัวและสภาพจิตใจไม่พร้อม หลานก็ถึงขั้นซึมเศร้าตัวสั่นเทาและหวาดกลัวตลอดเวลา ต้องลาหยุดโรงเรียน เลยขอไปนอนพักก่อน ไว้จะส่งภาพถ่ายให้ ทีนี้พอดีมีลูกเพจวงในส่งคลิปกล้องหน้ารถลุงมาให้" 

"จบปิ้งค่ะ ดูกันเอง วินาทีต่อวินาที ไอ้พวกที่ด่าลุงว่าปาดหน้าวีออส ดูเองค่ะ ว่าเขาหนีตายมาขอความช่วยเหลือกับกู้ภัยจริงไหม เงิบไปเลยสิ พวกวัยรุ่นลงมาเคลียร์ หรือลงมากระทืบ และลุงจำเป็นไหมที่จะต้องยิงเมื่อภัยมาถึงตัวและครอบครัวขนาดนี้ ดูด้วยตา ตัดสินด้วยใจ จัดไปค่ะ ถึงเวลาที่พวกเราต้องปกป้องลุงแล้ว #ทีมลุง#แชร์วนไปค่ะ"

     ขณะที่รายการ “ทุบโต๊ะข่าว” ทางสถานีโทรทัศน์อมรินทร์ทีวี ช่อง 34 ได้สัมภาษณ์ นางมณีพร ผึ่งผาย แม่ของผู้เสียชีวิต ในกรณีคลิปหน้ารถของวิศวกรถูกเผยแพร่ออกมา โดยนางมณีพรกล่าวว่า “โลกโซเชียลต้องดูหลายๆอย่าง หัดฉลาดหน่อย ไอ้คนเนี้ย คนวิศวะปล่อยคลิป ก็คือรู้ว่าทำเกินเหตุถูกต้องหรือเปล่า อะไรเปล่า ประมาณนี้” และกล่าวว่า “คุณจะเอาแบบนี้ใช่ไหม ทำเกินเหตุแล้วถูกต้องใช่ไหม เอาแบบนี้ใช่ไหม"

ย้อนรอยคดี "ลุงวิศวกรยิงม.4ดับ" ทนายชี้ช่องลุงวิศวกรสู้คดี

     ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (9 ก.พ.) นายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ทนายความและประธานเครือข่ายต่อต้านการบ่อนทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ได้โพสต์เฟซบุ๊กผ่านหน้าเพจ “ทค.สงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์” ข้อความว่า 

    “ร้อง ผบ.ตร.,ผบช.ตร.ภาค2,ผบก.ตร.ภจว.ชลบุรี.จัดการ!!!!ภาพชายวัย50ปีพร้อมภรรยาและลูกวัย13ปีและมารดาถูกกลุ่มวัยฉกรรจ์และ วัยรุ่นรวม13 คนเป็นชาย 12 คน อายุระหว่าง 17ปี ถึง 21 ปี และหญิง1คนวัย 15 ปี ซึ่งได้โดยสารมากับรถยนต์ตู้โดยสารเพื่อมาเที่ยวที่บางแสนแล้วเกิดเหตุบริเวณอ่างศิลาใกล้ร้านอาหารโต้รุ่งโดยมีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งลงจากรถตู้แล้วปรี่เข้าไปทำร้ายร่างกายคนขับรถยนต์เก๋งกับพวกในเวลากลางคืนจนได้รับบาดเจ็บ(ดังปรากฏในคลิปภาพ)!!!”

     ข้อความระบุอีกว่าคดีนี้นอกเหนือจากการดำเนินคดีกับชายวิศวะแล้วนั้น สิ่งที่กระผมและประชาชนหลายท่านประสงค์ที่จะนำกราบเรียนต่อท่านผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2, ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี และผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรแสนสุข ที่เคารพว่า “ได้มีการดำเนินคดีกับกลุ่มวัยรุ่นในความผิดทางอาญาและความผิดอื่นๆที่เกี่ยวข้องดังต่อไปนี้แล้วหรือยัง?” ในความผิดฐาน 1.ร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นฯ(ตามปรากฏในคลิป) 2.ขับรถโดยประมาทเป็นที่น่าหวาดเสียวฯ และความผิดอื่นๆ...จากคลิปและภาพที่ปรากฏต่อหน้าสาธารณะชนและสื่อมวลชนจะเห็นได้ว่ามีการร่วมกันลงมือทำร้ายร่างกายชายคนดังกล่าวจนได้รับบาดเจ็บฯและในความผิดอื่นๆ

     พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจแสนสุขได้มีการนำส่งตัวชายวิศวะคนดังกล่าวไปให้แพทย์ทำการชันสูตรบาดแผลแล้วหรือยังและมีการดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลหรือกลุ่มวัยรุ่นแล้วหรือยัง?? เพื่อความเป็นธรรมทั้งสองฝ่ายและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม

     กรณีที่ชายวิศวะที่ขับรถยนต์เก๋งได้ใช้อาวุธปืนขนาด.380 แมกกาซีนซึ่งปืนกระบอกนี้สามารถบรรจุกระสุนในรังเพลิงได้ถึง6นัดโดยชายคนดังกล่าวได้ใช้อาวุธปืนของตนซึ่งเป็นผู้ได้รับอนุญาตให้มีและให้ใช้โดยได้ยิงไป 1 นัดกระทั่งถูกวัยรุ่นหนึ่งคนหนึ่งจนถึงแก่ความตายในที่เกิดเหตุโดยกระสุนปืนยังอยู่ในแมกกาซีนอีก 5 นัด ชายวิศวะถูกตั้งข้อหาในความผิดทางอาญาดังต่อไปนี้ 1.ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา 2. พกพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาตฯ

     ข้อความระบุด้วยว่า แนวทางต่อสู้คดีของชายวิศวะ อาจเป็นได้ดังนี้ เมื่อพิเคราะห์จากพยานบุคคลและพยานวัตถุซึ่งเป็นคลิปภาพเคลื่อนไหวซึ่งหากชายวิศวะคนดังกล่าวนั้นมีเจตนาที่จะยิงวัยรุ่นคนดังกล่าวที่ได้มากลุ้มรุมหรือรุมทำร้ายหรือล้อมรถยนต์แล้วนั้นเขาก็สามารถที่จะยิงได้มากกว่า1นัดแต่เขาก็หาได้ยิงไม่ทั้งที่สามารถยิงได้ ใช่หรือไม่? จากพฤติการณ์แห่งคดีเชื่อได้ว่าภยันตรายกำลังใกล้จะมาถึงตัวผู้ต้องหาและครอบครัวซึ่งมีภรรยามีมารดาและบุตรของผู้ต้องหารวม 4 คน ดังนั้นผู้ต้องหาจึงมีความชอบธรรมที่จะป้อง กันภยันตรายได้ตามสมควร ใช่หรือไม่? ซึ่งในสภาวะเช่นนั้นโดยวิญญูชนแล้วย่อมเชื่อได้ว่ากลุ่มบุคคลดังกล่าวย่อมจะต้องมีอาวุธซึ่งสามารถทำอันตรายผู้ต้องหาและครอบครัวได้ ใช่หรือไม่?

     ฉะนั้นการที่ชายวิศวะซึ่งเป็นผู้ต้องหาได้ใช้อาวุธปืนยิงใส่ผู้ตายเพียง1นัดและกระสุนถูกผู้ตายและผู้ตายถึงแก่ความตายนั้นย่อมถือได้ว่าการกระทำของผู้ต้องหานี้พอสมควรแก่เหตุ ใช่หรือไม่? ..แต่ ณ ขณะนี้สิ่งที่กระผมและประชาชนโดยทั่วไปใคร่ขอกราบวิงวอนให้ท่านผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2, ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี และ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรแสนสุข ได้โปรดพิจารณาดำเนินคดีกับกลุ่มวัยรุ่นหรือกลุ่มบุคคลกลุ่มนี้อย่างเฉียบขาด!!!!!

ย้อนรอยคดี "ลุงวิศวกรยิงม.4ดับ"

ชูวิทย์โพสต์ติงอย่าแค่สะใจ

     ด้านนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวชื่อ "ชูวิทย์ I'mBack" ข้อความว่า "หากคุณไม่เคยติดคุก คุณคงไม่เข้าใจผู้คนสะใจ ที่วัยรุ่นเข้าไปรุมทำร้ายวิศวกร แล้วถูกยิงตาย เพราะวิศวกรต้องปกป้องตัวเองและครอบครัว

     ผมต้องการให้เรื่องนี้เป็นอุทธาหรณ์ หากพูดด้วยความสะใจก็อาจบอกได้ว่า “เป็นผมจะยิงให้หมดแม็ก” แต่ผมเคยผ่านคุกผ่านตะรางมา ถึงแม้ว่าอีกฝั่งหนึ่งจะมีดาบเป็นอาวุธ (ซึ่งจริงๆแล้วยังไม่มีอาวุธ) แต่หากคุณใช้ปืนยิง เมื่อไปที่ศาลคุณอาจถูกตัดสินว่า “ทำเกินกว่าเหตุ”

    ผมเคยพบเห็นคนทะเลาะกัน แล้วฝั่งตรงข้ามบุกเข้ามาในบ้านโดยถือดาบ เจ้าของบ้านใช้ปืนยิงสวนบาดเจ็บอยู่ที่ลานจอดรถภายในบ้าน ท้ายสุดถูกตัดสินว่าทำเกินกว่าเหตุ

    ถามว่าเห็นใจวิศวกรหรือไม่? ที่จำเป็นต้องปกป้อง แม่ และ ลูกเมีย แน่นอนว่าน่าเห็นใจ ทุกคนย่อมปกป้องครอบครัวของตัวเอง แต่เมื่อไปพิสูจน์ที่ศาลก็จะมีคำถามว่า เมียและแม่ได้รับบาดเจ็บหรือยัง? ถูกทำร้ายหรือเปล่า?ในคอมเม้นต์อาจถามว่า “จะต้องรอให้พวกเขาบาดเจ็บก่อนใช่ไหม?”

    ขอโทษนะครับ นี่มันเป็นกฎหมาย เราไม่ได้อยู่ในสมัยคาวบอยที่ใช้ปืนตัดสิน เมื่อมีคนทำผิดก็ต้องถูกลงโทษ เมื่อเขายิงคนตาย ก็ต้องถูกดำเนินคดี ยิ่งถ้าคุณยิงโดยเจตนาเอาปืนจ่อเพื่อเล็งเห็นผล ก็จะกลายเป็นเจตนาฆ่าโดยทันที

    วิศวกรจะต้องต่อสู้ว่า ไม่เจตนาจะยิงเพื่อจะเอาถึงชีวิต ตั้งใจยิงขู่ พอดีกระสุนปืนมันดันไปถูกเข้า

    ผมอธิบายให้สังคมฟังก็เพื่อให้เข้าใจว่า “การตัดสินทางกฎหมาย ไม่เหมือนกับการตัดสินทางสังคม” คุณต้องไปพิสูจน์กันที่ศาล ว่าการที่ฝั่งตรงข้ามเสียชีวิตเป็นการกระทำเกินกว่าเหตุหรือไม่?

    นี่ยังดีที่วิศวกรยิงไปแค่นัดเดียว หากยิงหมดแม็กแบบที่คนคอยเชียร์กันเพื่อความสะใจ นั่นหมายความว่าเขาจะไม่รอดพ้นจากการติดคุก และโทษอย่างต่ำต้องมี 15 ปี จำนวนปีจะเพิ่มขึ้นไปตามกระสุนที่คุณยิง

    “คุณอยากจะฟังเหตุผลจากความเป็นจริง หรือคุณต้องการแค่ความสะใจ?สังคมย่อมเห็นใจวิศวกรที่ถูกรุมทำร้าย แต่ที่น่าเห็นใจยิ่งกว่าคือ หากต่อสู้แล้วแพ้คดี ใครจะอยู่คอยปกป้อง แม่ และ ลูก เมีย เขา?” ข้อความในตอนท้ายระบุ

เพจหมวดคะชี้ป้องกันโดยชอบ

    ขณะเดียวกัน เพจเฟซบุ๊ก “หมวดคะ” คลิปสดหัวข้อมาทำความเข้าใจกันในเรื่อง “การป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย” โดยออกตัวว่า “ตำรวจไม่ใช่คนตัดสินคดีใครผิดใครถูก ถ้ามีอะไรพูดผิดไปบ้างต้องขออภัยด้วยนะคะ ถ้าใครจะแชร์ต่อ เรื่องที่ยกตัวอย่าง เป็นเรื่องสมมุติเนาะ ..อย่าฟ้องเค้า เค้ามาให้ความรู้เฉยๆ ก่อนยกเรื่องคล้ายเคสดังวิศวกร มีคนมากรูกันเข้ามาหลายคนท่าทางไม่เป็นมิตร พูดจาชวนหาเรื่อง โดยที่เราไม่ได้สมัครใจจะต่อสู้กับเขา วินาทีนั้นหากเราไม่ทำอะไรเลยอาจโดนลากไปรุมกระทืบถึงตายได้ แม้พวกที่กรูกันเข้ามาจะไม่มีอาวุธก็ตามที ดังนั้นเมื่อเรายิงออกไปเพียงนัดเดียว ตามข้อกฎหมายก็เข้าข่ายที่จะป้องกันตัวได้”

    "ที่สำคัญเราต้องไม่ใช่เป็นฝ่ายไปยั่วยุเขาก่อน เพราะจะเป็นสมัครใจทะเลาะวิวาท และป้องกันตัวต้องไม่มีเจตนาฆ่า เช่น ถ้าเรายิงไปเขาหยุดแล้ว แต่เรายังกระหน่ำยิงเข้าอีกแบบนี้เป็นเจตนาฆ่า อ้างป้องกันไม่ได้ อย่างไรก็ตามจะเข้าเหตุจำเป็นหรือไม่ อยู่ที่ศาลตัดสิน เราก็ต้องหาหลักฐานไปอธิบายให้ศาลเห็นให้ได้ว่าไม่มีหนทางอื่นแล้วจริงๆ ทางเลือกสุดท้ายคือต้องยิง"

    เพจเฟซบุ๊กดังกล่าว ยังพูดถึงปมส่วนที่มีคนสงสัยป้องกันตัวทำไมไม่ยิงไปที่แขนหรือขา นั้น เรื่องจริงไม่สามารถไปเล็งขนาดนั้นได้หรอก มันยากมากสำหรับคนทั่วไปที่ไม่ใช่นักแม่นปืน ขนาดตัวผู้กองเองเป้าหุ่นคนนิ่งๆเล็งที่แขนขายังไม่ค่อยจะโดนเลย ส่วนจะยิงขู่ขึ้นฟ้าถ้ากรูกันเข้ามาใกล้ขนาดนั้นแล้วยิงขึ้นฟ้าไม่ได้ช่วยอะไร"

    ทั้งนี้ มาตรา 68 “ผู้ใดจำต้องกระทำการใดเพื่อป้องกันสิทธิของตนหรือของผู้อื่นให้พ้นจากภยันตราย ซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง ถ้าได้กระทำพอสมควรแก่เหตุ การกระทำนั้นเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้นั้นไม่มีความผิด”

    ต่อมา เพจเฟซบุ๊ก "หมวดคะ" ยังได้โพสต์ข้อความ "ขอบคุณทั้ง 3,200 กว่าคนด้วยน้า ที่เข้ามาฟังกัน....ถ้ามีอะไรพูดผิดไปบ้างต้องขออภัยด้วยนะคะ แต่อย่าลืมนะคะ ถ้าใครจะแชร์ต่อ เรื่องที่ยกตัวอย่าง เป็นเรื่องสมมุติเนาะ ..อย่าฟ้องเค้า เค้ามาให้ความรู้เฉยๆ"

ครูเตือนสติอย่าออกตัวแรง

    ก่อนหน้านี้ มีฝ่ายที่อ้างว่าเป็นเพื่อนของผู้เสียชีวิตต่างก็ออกมาแสดงความเสียใจต่อการจากไปของปอนด์ รวมทั้งมีบางคนที่แสดงความคิดเห็นในเชิงขู่ว่าจะตามแก้แค้นลุงวิศวกร แต่ทางด้านครูประจำชั้นของนายนวพลได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวถึงกรณีดังกล่าว พร้อมทั้งฝากคำสอนเตือนใจบรรดาศิษย์ทั้งหลาย โดยข้อความระบุว่า ขณะที่เป็นครูประจำชั้นของผู้เสียชีวิต ไม่มีสัปดาห์ไหนเลยที่นายนวพลจะไม่เข้าห้องปกครอง และแนะนำเพื่อนๆของนายนวพลว่าอย่าเพิ่งออกตัวมากเกินไป เพราะไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์นั้น อย่างไรก็ตามในฐานะที่เป็นครูย่อมรักลูกศิษย์เสมอเชื่อว่าหากนายนวพลสามารถย้อนเวลากลับไปได้..ชีวิตคงไม่เป็นแบบนี้แน่นอน...และคนที่น่าสงสารที่สุดก็คือคนเป็นแม่ พร้อมเผยว่า ตลอด 1 ปี ครูเจอหน้าแม่ของปอนมากกว่าญาติเสียอีก

    ช่วงบ่ายเมื่อวานนี้ (8 ก.พ.) นายเกียรติ กิจเจริญ หรือ “ซู่โม่กิ๊ก” ดาราและพิธีกรดัง ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Kiat Kitcharoen ในลักษณะตั้งคำถามอย่างดุเดือดถึงกรณีที่เกิดขึ้นว่า “กูอายุ 53 กูต้องนอนให้เด็กรุมกระทืบ ใช่ไม๊? เพราะมันยังเด็กอยู่ ใช่ไม๊? ถ้ากูมีปืนแล้วกูไม่ยิง จะให้กูขว้างเหรอ?กูงง ใครก็ได้ช่วยตอบกูที วันหลังกูจะได้ทำตัวถูก...” ทั้งนี้มีชาวเน็ตเข้ามาแสดงความเห็นและแชร์ข้อความดังกล่าวไปเป็นจำนวนมาก