ข่าว

กทม.ยื้อคุมรถไฟฟ้า"สายสีเขียว"

กทม.ยื้อคุมรถไฟฟ้า"สายสีเขียว"

08 ก.พ. 2560

ทม.ยื้อคุมรถไฟฟ้า"สายสีเขียว" หลัง"สภาเสาชิงช้า"ยันไม่มีอำนาจผ่านงบ เตรียมหาผู้ร่วมทุนโครงการ ยันเดินรถแบริ่ง-สำโรงปีนี้ ลุ้นผลประชุมคจร.ฟันธง 9 ก.พ

เมื่อวันที่ 8 ก.พ. เวลา 10.30 น. ร.ต.ต.เกรียงศักดิ์ โลหะชาละ ประธานสภากรุงเทพมหานคร(กทม.) เป็นประธานการประชุมสภากทม. สมัยประชุมสามัญ สมัยที่ 2 (ครั้งที่ 4) ประจำปีพ.ศ.2560 โดยมีพล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯกทม. คณะผู้บริหาร ข้าราชการ สมาชิกสภากทม. ผู้ที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง โดยก่อนการประชุมพล.ต.อัศวิน ได้ ขอถอนญัตติขอความเห็นชอบ... รวมถึงขอถอนญัตติร่างข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ 2560 โดยพล.ต.อ.อัศวิน ระบุว่า สาเหตุในการถอนญัตตินี้ ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการของบประมาณใช้จ่ายเงินค่าบำเหน็จบำนาญให้ข้าราชการกทม. ซึ่งฝ่ายบริหารคุยว่าในการตั้งบประมาณในปีต่อไป ขอให้ตั้งงบประมาณเรื่องนี้ไว้ เพื่อจะได้ไม่ต้องเอามารวมในงบประมาณเงินสะสมของกมม. เพราะอย่างไรกทม.ก็ต้องจ่ายให้ข้าราชการอยู่แล้ว รวมถึงฝ่ายบริการจะไปจัดทำข้อมูลรายจ่ายให้มีความชัดเจน เพื่อประกอบการพิจารณาของสภากทม.
 
    จากนั้นในที่ประชุม ฝ่ายบริหารได้เสนอญัตติ รายงานผลการดำเนินการและขอความเห็นชอบในหลักการในการดำเนินการโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต และช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ พร้อมขอจัดสรรงบประมาณ โดยพล.ต.อ.อัศวิน กล่าวในที่ประชุมว่า โครงการนี้เป็นเรื่องที่ผู้บริหารชุดก่อนหน้านี้ได้ดำเนินการเรื่องนี้ไว้ เกี่ยวกับการรับโอนตามข้อตกลงกับกระทรวงการคลัง รฟม. และกทม. เกี่ยวกับรถไฟฟ้าสายสีเขียวสายเหนือและสายใต้ ซึ่งต้องรับโอนหนี้สินมาด้วย ซึ่งในช่วงนั้นตนเป็นรองผู้ว่าฯกทม.อยู่ จึงไม่ได้ดูเรื่องนี้ แต่งบประมาณโครงการนี้มีจำนวนมาก ทางสภากทม.คงไม่สบายใจที่จะต้องอนุมัติงบประมาณจำนวนมาก และจะเป็นความอึดอัดของสภากทม. แต่ตนต้องมารับช่วงต่อจากที่มีการก่อไว้แล้ว ซึ่งฝ่ายบริหารและสภาจึงต้องพิจารณาในการรับโอนเรื่องหนี้จำนวน 3,500 ล้านบาทให้กับรฟม. ตนจึงอยากให้ฝ่ายสภากทม.ได้รับรู้กรณีนี้ โดยฝ่ายบริหารจึงคุยว่าอย่างไรก็ต้องให้สภากทม.พิจาณาตามความเหมาะพอควร ซึ่งจะให้เป็นดุลยพินิจของสภากทม. ส่วนมติจากสภากทม.จะผ่านไม่ผ่านนั้น ตนไม่มีปัญหา 
 
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นสมาชิกสภากทม.ได้ร่วมอภิปรายอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะเรื่องการใช้งบประมาณ การจ้างการเดินรถ ซึ่งสภากทม.ต้องยึดในข้อกฎหมายว่าส่วนใดสามารถดำเนินการได้ หรือไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะประเด็นนี้ยังไม่ตกผลึกในวิประหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายสภา แต่ทางฝ่ายบริหารก็ยื่นเรื่องนี้เข้ามาวันนี้แล้ว แต่ปัญหาเกิดขึ้นมาและจำเป็นต้องเสนอเข้ามาในสภากทม. ทางฝ่ายสภากทม.ต้องมีข้อมูลเพื่อหาทางแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ ว่ากทม.มีความสามารถในการดูแลโครงการนี้หรือไม่ เพราะจะมีวงเงินที่กทม.ต้องผูกพันเกือบแสนล้านบาท ตามเอ็มโอยูที่ได้ทำกันไว้ อีดทั้งในเรื่องนี้ประชาชนให้ความสนใจว่าใครจะเป็นเจ้าของ แต่โครงการนี้อย่างไรก็ต้องเปิดใช้ให้ประชาชนได้ใช้รถไฟฟ้าแน่นอน จึงอยู่ที่รัฐบาลจะใช้เงินจากกระเป๋าการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย(รฟม.) หรือกระเป๋ากทม. 
 
    นอกจากนี้ในที่ประชุม ได้ตั้งข้อสังเกตว่ากทม.มีความจำเป็นต้องดำเนินการโครงการนี้หรือไม่ หากทม.จะดำเนินการ ก็ต้องของบประมาณก็ต้องตั้งงบประมาณเข้ามา มากกว่าขอเงินสะสมของกทม. ขณะเดียวกัน การบริหารรถไฟฟ้าจะกระทบกับงบประมาณของกทม.หรือไม่ ซึ่งการบริหารโครงการจะต้องใช้เงินจากการกู้ มากกว่างบประมาณรายจ่ายประจำปีของกทม. แต่เมื่อยังไม่มีการกู้ก็ต้องทำวิธีงบประมาณให้ถูกต้อง วันนี้ทางฝ่ายบริหารก็ต้องตัดสินใจว่าจะให้รฟม.หรือกทม.ดำเนินการ หากกทม.จะทำขอให้เสนองบประมาณประจำปีเข้ามา แต่เมื่อเสนอเข้ามา ยืนยันว่าฝ่ายสภากทม.จะมีหน้าที่แต่รับทราบมากกว่าตัดสินว่ารับหรือไม่รับ หรือหากจะดำเนินการต่อไปข้อให้ฝ่ายบริหารมีการทบทวน และนำกลับมาเสนอต่อที่ประชุมสภากทม.อีกครั้ง 
 
    พล.ต.ท.อำนวย กล่าวในที่ประชุมว่า การประชุมสภากทม.ครั้งที่ผ่านมา ตนได้รับข้อสังเกตเรื่องรถบีอาร์ทีจากสภากทม. และนำไปประชุมกับคณะกรรมการจนมีการยกเลิกโครงการ 30 เม.ย.นี้ ซึ่งรถไฟฟ้าสายสีเขียวก็เช่นกัน เมื่อพบว่ามีปัญหาข้อกฎหมาย ก็ต้องนำกลับมาพิจารณา แต่ทางบีทีเอสคงกำลังหัวเราะว่าโครงการนี้ไม่ว่าจะอยู่กับกทม. หรือรฟม. บีทีเอสก็ได้การเดินรถ ขณะเดียวกัน นอกจากกทม.จะจ่าย 3,500 ล้านบาท ยังเกี่ยวข้องกับเงินอีกหลายหมื่นล้านบาท ดังนั้น ถ้าจะมีการขู่ก็ขำขู่ไม่ให้ขู่ไป แต่ถ้านำโครงการมากทม.ก็จะทำให้ดีที่สึด เพราะประชาชนเป็นส่วนสำคัญ และประชาชนจะไม่เดือดร้อน ไม่ใครทำโครงการนี้ผลประโยชน์ก็อยู่ที่ประชาชน
 
    ขณะที่พล.ต.อ.อัศวิน กล่าวภายหลังการประชุม ว่า สภากทม.ระบุว่าไม่มีอำนาจที่จะให้ความเห็นชอบงบประมาณ ตามที่ฝ่ายบริหารเสนอเข้าที่ที่ประชุม ตามพรบ.บริหารราชการกรุงเทพมหานคร ปี 2528 ในมาตรา 29 ซึ่งฝ่ายบริหารขอขอบคุณทุกข้อแนะนำ ซึ่งฝ่ายบริหารกทม.จะนำไปทบทวนและแก้ไขว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป โดยจากนี้จะประชุมกับรองผู้ว่าฯกทม. เพื่อจะดูช่องทางว่าจะทำอย่างไรต่อไป ซึ่งในข้อเท็จจริงกทม.ต้องรับโครงการมาบริหาร แต่จะต้องมีการหาผู้ร่วมทุน ซึ่งอาจจะเป็นบริษัทระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัดมหาชน (บีทีเอสซี) เพราะไม่ใช่เงินจำนวน 3,500 ล้านบาทเพียงอย่างเดียว เนื่องจากจะมีงบประมาณผูกพันอีก 8-9 หมื่นล้านบาท แต่โครงการนี้จะเป็นประโยชน์กับประชาชน ซึ่งในอนาคตตั้งแต่ปี 2572 รายได้จากค่าโดยสารจะเป็นของกทม. ซึ่งจะมีความคุ้มทุนในอนาคต อย่างไรก็ตาม การเดินรถในสถานีแบริ่ง-ปราการจะให้บริการไปชนในปีนี้อย่างแน่นอน
 
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันพรุ่งนี้ (9ก.พ.) เวลา 13.00 น. คณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (คจร.) จะมีการประชุมผลการดำเนินงานภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ การมอบหมายให้กทม.เป็นผู้บริหารจัดการเดินรถโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต และ ช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ ของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยมีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม