
น้อมนำแนวพระราชดำริปฏิบัติในชีวิตประจำวัน
สำนักพระราชวังเปิดให้ประชาชนเข้าถวายสักการะพระบรมศพเบื้องหน้าพระบรมโกศตั้งแต่เวลา 05.50 น. ของวันนี้ โดยมีประชาชนเดินทางมาจากทั่วสารทิศ
บรรยากาศในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งเปิดให้ประชาชนเข้าถวายสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เป็นวันที่ 97 ยังคงมีประชาชนจากทั่วประเทศเดินทางมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เช้า โดยเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังเปิดประตูให้เข้าตั้งแต่เวลา 05.50 น.
ครอบครัวเจริญรัมย์
ครอบครัวข้าราชการครู จาก อำเภอศรีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ ที่น้อมนำแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในเรื่องความพอเพียง มาใช้ในการดำเนินชีวิตนายทีวี เจริญรัมย์ อายุ 60 ปี นางอภิวรรณ เจริญรัมย์ อายุ 60 ปี ภรรยา และลูกสาว นางสาวอาภากร เจริญรัมภ์ อายุ 32 ปี ใช้จังหวะที่ขอลาราชการมาทำธุระในกรุงเทพฯ เดินทางเข้าถวายสักการะพระบรมศพสักครั้งหนึ่ง
นายทวี เจริญรัมย์ เล่าถึงความประทับใจในการเข้ากราบพระบรมศพว่า เพิ่งมีโอกาสเดินทางมาเป็นครั้งแรก รู้สึกได้เลยว่าขนลุกน้ำตาจะร่วง แม้เคยดูข่าวเห็นบรรยากาศทางทีวีมาบ้าง ทว่าพอเข้าไปจริงๆ แล้วตื้นตันใจมาก
“ผมดำเนินชีวิตตามรอยในหลวงรัชกาลที่ 9 ในเรื่องของการพอเพียง ในฐานะที่เป็นครู ผมมักสอนนักเรียนให้รู้จักอดออม ไม่ใช่จ่ายฟุ่มเฟือย ความพอเพียงนั้นยังหมายถึงหลักการดำเนินชีวิต ซึ่งครอบคลุมทุกด้าน ผมวางแผนชีวิตหลังวัยเกษียณ ด้วยการพลิกฟื้น พื้นที่ 2-3 ไร่ ทำการเกษตรแบบผสมผสาน ปลูกผักเลี้ยงปลา เริ่มลงพันธุ์ต้นกล้าบางแล้ว เช่น ต้นกล้วย, ตะไคร้, มะเขือ, ผักกาด และถั่วพู” พ่อพิมพ์ของชาติกล่าว
นางอภิวรรณ เจริญรัมย์ เผยด้วยความรู้สึกตื้นตันใจและดีใจที่ได้มากราบพระบรมศพตามความตั้งใจว่า จากการที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงสนับสนุนให้คนไทยดำเนินชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงนั้น ตัวเองและครอบครัวได้น้อมนำเอามาใช้ โดยเน้นเรื่องการสร้างภูมิคุ้มกันผ่านการวางแผนชีวิตที่ดี เพราะตัวเองเชื่อว่าถ้าชีวิตมีการวางแผนที่ดีย่อมจะประสบความสำเร็จ ไม่เฉพาะในเรื่องการเรียน การทำงาน แต่ยังรวมถึงการจับจ่ายใช้สอย และอาหารการกิน ทุกอย่างจำเป็นต้องมีการวางแผน
“การดำเนินชีวิตแบบพอเพียงตามแบบที่พระองค์ท่านทรงสอนไว้นั้น ไม่ใช่แค่เรื่องการใช้ชีวิตประหยัด หรือตระหนี่ แต่เป็นเรื่องของการวางแผน ไม่ว่าจะเป็นทางการเงิน หรือความจำเป็นและประโยชน์ใช้สอย อย่าง การซื้ออาหารในแต่ละวันต้องดูว่าจะมีคนกินกี่คน แต่ละคนจะกินเท่าไหร่ก็ซื้อตามจำนวน ไม่ใช่ว่าสักแต่ว่าจะซื้อๆ ตามความพอใจเพียงอย่างเดียว หรือแม้แต่การสร้างบ้าน หากมีงบประมาณน้อย ก็สร้างแต่พอน้อย เมื่อมีเงินมากขึ้น ค่อยขยายในตอนหลังก็ไม่เสียหาย อย่างที่เรียกว่า นกน้อยสร้างรังแต่พอตัว อีกหนึ่งความประทับใจในแนวพระราชดำริของพระองค์ คือ การทำไร่นาสวนผสม ตรงนี้บอกได้เลยว่าสามารถใช้ได้จริงๆ เพราะหลังจากใช้พื้นที่หลังบ้านตัวเองปลูกพืชผักสวนครัว แบ่งพื้นที่ทำบ่อเลี้ยงปลา แล้ว นอกจากจะช่วยในเรื่องความสะดวกสบาย ไม่ต้องเสียเวลาเสียเงินไปหาซื้อที่ตลาด ยังช่วยให้สุขภาพดีขึ้นเพราะผักที่เราปลูกเองเป็นผักปลอดสารพิษ นึกอยากกินขึ้นมาก็เดินเข้าสวนไปเก็บมากิน สุดท้ายยังได้ออกกำลังกายไปในตัวอีกด้วย” นางอภิวรรณ กล่าว
น.ส.อัญชิลา จันทิมี-น.ส.สุนิสา ผ่องแผ้ว
ขณะเดียวกัน น.ส.อัญชิลา จันทิมี อายุ 24 ปี กับ น.ส.สุนิสา ผ่องแผ้ว อายุ 25 ปี สองพยาบาลสาวจากโรงพยาบาลรามาธิบดี ใช้เวลาวันหยุดเดียวกัน มาสักการะพระบรมศพเป็นครั้งแรก ด้วยน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ จึงตั้งปณิธานจะทำหน้าที่ของพยาบาลให้ดีที่สุด
น.ส.สุนิสา กล่าวว่า รู้สึกดีใจที่ได้มา ตั้งใจอยากมานานแล้วทว่ายังไม่มีโอกาส แค่เราตั้งใจจะมาช้าหรือเร็วคิดว่ามีค่าเท่ากัน ตลอดระยะเวลากว่า 100 วัน มีเพื่อนพยาบาลผลัดเปลี่ยนมาเป็นจิตอาสาหลายคน ได้ช่วยปฐมพยาบาลประชาชน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นมีอาการหน้ามืดเป็นลม เคยมีเคสที่สุดคือจู่ๆ เจ็บหน้าอก ได้ช่วยเหลือและนำตัวส่งโรงพยาบาลได้ทันท่วงทีจนอาการปลอดภัย รู้สึกภาคภูมิใจแทนเพื่อนๆ
“การเป็นพยาบาลนั้นคนมองว่าเป็นอาชีพที่ช่วยเหลือคน แต่ส่วนตัวคิดว่าทุกอาชีพต่างมีความสำคัญเท่ากันหมด ในสังคมจะขาดอาชีพใดอาชีพหนึ่งไม่ได้ ทุกอาชีพต้องพึ่งพากัน และสามารถช่วยเหลือเจือจุนสังคมได้เช่นเดียวกัน อาชีพใดไม่สำคัญเท่ากับว่าคนคนนั้นรู้จักหน้าที่ของตัวเองหรือไม่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ตรงกับคำสอนของในหลวง ร.9” น.ส.สุนิสา กล่าว
ด้าน น.ส.อัญชิลา กล่าวเสริมว่า เนื่องจากสำเร็จการศึกษาที่ ม.มหิดล สถาบันจะปลูกฝังพระราชปณิธานในสมเด็จพระบรมราชชนก พระราชบิดาของในหลวง ร.9 “ขอให้ถือประโยชน์ส่วนตนเป็นที่สอง ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง” ตลอด 4 ปีที่เรียนคำสอนดังกล่าวค่อยๆ ซึมลึกในหัวใจเรา ต่อมาเมื่อได้ทำวิชาชีพนี้ ยอมรับว่าทุกคนมีความเห็นแก่ตัวอยู่แล้ว จากการทำงานมีความเหนื่อยล้า มีปัญหาส่วนตัวทำให้กังวลบ้าง แต่พอนึกถึงคำสอนนี้บวกกับได้เห็นภาพความเจ็บป่วยของคนไข้ ทำให้มีกำลังใจทำงานมากขึ้นและกลายเป็นความตั้งใจที่จะทำหน้าที่ดูแลคนไข้ให้ดีที่สุด
นางเพชรบุรี ศรีพิทักษ์ -นางอารีย์ รักษาสัตย์
นางอารีย์ รักษาสัตย์ วัย 67 ปี และ นางเพชรบุรี ศรีพิทักษ์ วัน 55 ปี ชาวจังหวัดอุทัยธานี และ ชาวจังหวัดนครราชสีมา ที่ได้ย้ายมาลงหลักปักฐานสร้างครอบครัวอยู่ที่บางพลีใหญ่ จังหวัดสมุทรปราการหลายสิบปีแล้ว ต่างกล่าวด้วยน้ำเสียงตื้นตันหลังจากที่กราบสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสร็จแล้วว่า รู้สึกเหมือนได้ขึ้นสวรรค์ เพราะในหลวงรัชกาลที่ 9 นั้นทรงเปรียบเสมือนเทวดาที่สถิตอยู่บนฟากฟ้า ดังนั้นการได้ขึ้นไปกราบสักการะพระองค์บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทจึงเปรียบเสมือนว่าได้ขึ้นไปเฝ้าแทวดาบนสรวงสวรรค์
โดยนางอารีย์ กล่าวว่า มาสักการะพระบรมศพครั้งนี้เป็นครั้งที่ 9 แล้ว และตั้งใจจะมาอีกจนกว่าจะถึงวันถวายพระเพลิงพระบรมศพ วินาทีแรกที่ได้กราบสักการะพระบรมศพรู้สึกปลาบปลื้มใจ ไม่เคยคิดว่าจะมีโอกาสได้กราบสักการะพระองค์ได้ใกล้ขนาดนี้ เวลากราบพระบรมศพได้ตั้งจิตอฐิษฐานพร้อมขอพรให้พระองค์ทรงปกปักคุ้มครองครอบครัวของเราให้มีแต่ความสุขร่มเย็น
“สมัยที่ยังเป็นสาวอยู่ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จฯ พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ ไปที่วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี ภาพแรกที่เราเห็นท่านคือท่านทรงพระสิริโฉมงดงามมาก ทรงเปี่ยมไปด้วยพระเมตตา และทรงพระดำเนินทักทายพสกนิกรอย่างไม่ถือพระองค์ ระหว่างที่ท่านทรงพระดำเนินกับทางลาดพระบาท พวกชาวบ้านรวมทั้วตัวเราเองด้วย ได้นำผ้าเช็ดหน้ามารองพระบาทของพระองค์ เพื่อนำไปเก็บไว้เป็นสิริมงคลของชีวิตอย่างหาที่สุดมิได้ และจากผ้ารองพระบาทผืนนั้นได้เป็นสิ่งย้ำเตือนให้ตัวเราและครอบครัวเดินตามรอยของพระองค์ท่าน ด้วยการใช้ชีวิตอย่างพอเพียง ตลอดชีวิตนี้ของเราจึงไม่เคยมีหนี้สิน แม้แต่ตอนสร้างบ้านที่ จ.สมุทรปราการก็ใช้เงินสดสร้าง มีเท่าไรก็สร้างเท่านั้น ไม่ใช้จ่ายเกินตัว เพียงเท่านี้ชีวิตก็มีความสุขอย่างยั่งยืนตามแนวทางของใหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทรงวางไว้เป็นแนวทางการดำเนินชีวิตชาวไทยทั้งประเทศแล้ว” นางอารีย์ กล่าวด้วยความภาคภูมิใจ
ทั้งนี้สำนักพระราชวังได้สรุปยอดรวมประชาชน ที่เดินทางมาสักการะพระบรมศพ เมื่อวันที่ 6 ก.พ. หลังสำนักพระราชวัง ปิดไม่ให้ประชาชนเข้าพระบรมมหาราชวัง เพื่อขึ้นกราบสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในเวลา 21.15 น. ว่า มีจำนวนทั้งสิ้น 31,866คน รวม 96 วัน มี 4,127,654 คน และมีประชาชนถวายเงินเพื่อร่วมบำเพ็ญพระราชกุศลเป็นเงิน 2,464,684.25 บาท รวม 96 วัน เป็นเงินทั้งสิ้น 347,817,505.34 บาท



