ข่าว

ปส.เรียก "ไผ่ วันพอยท์”ปมสัมพันธ์"บอย"-ไม่มาเจอหมายจับ

ปส.เรียก "ไผ่ วันพอยท์”ปมสัมพันธ์"บอย"-ไม่มาเจอหมายจับ

07 ก.พ. 2560

ปส.เรียก“ไผ่ วันพอยท์”-เจ้าของเต๊นท์รถพระราม3-สาวลำพูนเจ้าของทะเบียน ให้ข้อมูลลัมโบกินี เผยสอบไผ่ปมสนิทบอย ชี้หากออกหมายเรียกไม่มาเจอหมายจับ

     เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 7 กุมภาพันธ์ ที่กองบัญชาการปราบปรามยาเสพติด(บช.ปส.) ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศว่า ตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมามีสื่อมวลชนหลายสำนักมาเฝ้ารอติดตามรายงานความคืบหน้าของคดีเครือข่ายค้ายาเสพติดของ นายไซซะนะ แก้วพิมพา นักค้ายาเสพติดรายใหญ่ชาวลาว โดยการขยายผลมีบุคคลมีชื่อเสียงในแวดวงบันเทิง และไฮโซของไปอาจมีส่วนการฟอกเงินของขบวนการค้ายาเสพติดรายนี้ ขณะเดียวกันในช่วงเช้าวันนี้(7 ก.พ.)ยังไม่มีรายงานว่าจะมีการประชุมความคืบหน้าคดีเครือข่ายรถหรูของนายไซซะนะ แต่อย่างใด

     ด้าน พล.ต.ต.ชาตรี ไพศาลศิลป์ รองผบช.ปส. ดูแลงานด้านการสอบสวนในคดีนี้ เปิดเผยว่า พนักงานสอบสวนได้ประสานเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ ซึ่งเป็นเจ้าของเต็นท์รถย่านพระราม3 ที่อาจจะทราบที่มาของรถลัมโบร์กินี สีเทา ของนายอัครกิตติ์ วรโรจน์เจริญเดช หรือ เบนซ์ เรสซิ่ง และ นายณัฐพล นาคคำ หรือ บอย ลูกน้องของนายไซซะนะ ที่คาดว่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมของนายบอย อีกคนคือ น.ส.ธัญรัตน์ วีระเดช ชาวจ.ลำพูน ซึ่งเป็นเจ้าของทะเบียนรถ กจ 51 กรุงเทพมหานคร โดยเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา น.ส.ธัญรัตน์ ได้ขอเลื่อนการเข้าให้ข้อมูล อีกส่วนที่ต้องเรียกมาให้ข้อมูลวันนี้คือบุคคลที่อยู่ในวงการรถยนต์ โดยจะต้องพิจารณาจากการให้ปากคำ และหลักฐานของระบบการเงินจากธนาคาร

    ต่อมาเวลา 11.15 น. วันเดียวกัน พล.ต.ต.ชาตรี กล่าวเพิ่มว่า ก่อนหน้านี้ทางตำรวจบช.ปส.ได้ประสานผ่านตัวกลางให้ติดต่อบุคคลเข้าให้ข้อมูลในฐานะพยาน แต่คนกลางที่เป็นผู้ประสานให้นั้นบอกว่าไม่สามารถติดต่อคนเหล่านั้นได้ แต่เชื่อว่าแท้จริงแล้วน่าจะติดต่อได้ แต่คนเหล่านั้นยังไม่พร้อมเข้าให้ข้อมูล โดยวันนี้ได้นัดหมายบุคคลเข้าให้ข้อมูลจำนวน 3 คน ได้แก่ น.ส.ธัญรัตน์ วีระเดช เจ้าของรถโฟล์คและเป็นเจ้าของป้ายทะเบียน กจ 51 กรุงเทพมหานคร ซึ่งตรงกับป้ายทะเบียนรถลัมโบร์กีนีที่นายเบนซ์ครอบครองอยู่ ,เจ้าของเต๊นท์รถย่านพระราม 3 ที่นายเบนซ์ได้ไปซื้อรถลัมโบร์กีนีคันดังกล่าว และ นายไผ่ ลิกค์ หรือไผ่ วันพอยท์ นักธุรกิจชื่อดังและเป็นลูกชายอดีตนักการเมือง

    พล.ต.ต.ชาตรี กล่าวต่อว่า สำหรับประเด็นการซักถามนั้นในส่วนของนายไผ่ จะถามในประเด็นความใกล้ชิด สนิทสนม เนื่องจากตำรวจพบข้อมูลว่า นายไผ่รู้จักกับนายบอย หรือนายณัฐพล นาคคำ แต่ก็เป็นไปได้ว่าทั้งคู่จะรู้จักกัน เนื่องจากชื่นชอบในสิ่งเดียวกัน และนายไผ่ทำธุรกิจจึงอาจจะให้คำแนะนำเกี่ยวกับการตกแต่งรถ จึงต้องเชิญมาให้ข้อมูลเพื่อให้กระจ่าง ขณะที่ในส่วนของเจ้าของเต๊นท์รถนั้น ตำรวจได้ข้อมูลว่านายบอยและนายเบนซ์ไปซื้อรถคันดังกล่าวด้วยกัน จึงต้องสอบถามเจ้าของเต๊นท์ว่า ใครมีพฤติการณ์เป็นผู้เลือกรถ และตัดสินใจว่าจะซื้อกันแน่ เพราะจากการพูดคุยกับนายบอยและนายเบนซ์นั้น ให้การไม่ตรงกัน 

    “นายเบนซ์อ้างว่าเป็นเจ้าของรถ พร้อมยืมเงินนายบอย 6 ล้านบาท เพื่อไปดาวน์รถ และได้ใช้คืนไปแล้วบางส่วน ขณะที่นายบอยอ้างว่าเขาเป็นเจ้าของรถ โดยเป็นผู้ออกเงิน แต่ยืมชื่อนายเบนซ์ซื้อเท่านั้น”พล.ต.ต.ชาตรี กล่าว

    พล.ต.ต.ชาตรี กล่าวด้วยว่า หากในวันนี้ทั้ง 3 คนยังไม่ติดต่อกลับมา หรือเข้าให้ข้อมูล พรุ่งนี้(8 ก.พ.)ตำรวจจะพิจารณาออกหมายเรียก หากออกหมายเรียกครบ 2 ครั้ง ยังไม่มาพบ ก็จะต้องออกหมายจับตามขั้นตอนทันที ในส่วนของนายเบนซ์นั้น ตำรวจจะนัดมาให้ปากคำเพิ่มเติมภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้ เนื่องจากยังมีข้อข้องใจในบางส่วน ประกอบกับเอกสารเกี่ยวกับธุรกรรมทางการเงินยังไม่ชัดเจน อย่างไรก็ตามตำรวจได้สอบปากคำลูกน้องนายบอยไปแล้วในเบื้องต้น หลังพบความเชื่อมโยง แต่ไม่ขอเปิดเผยรายละเอียด