สร้างวิถีชีวิตเข้มแข็งให้ผู้ต้องขังหญิง
เดินหน้าสร้างความสุขและพัฒนาศักยภาพแก่กลุ่มผู้ต้องขังหญิงที่ใกล้พ้นโทษ
“ฉันรู้จักตัวเอง ฉันรักและให้อภัยตัวเอง ฉันรับผิดชอบชีวิตตัวเอง...” เสียงประสานหนักแน่น ดังแว่วออกมาจากแดนขังหญิงของเรือนจำแม่สอด อ.แม่สอด จ.ตาก ในเช้าวันหนึ่ง พูดวนซ้ำไปมาราวกับบทเพลงที่เปิดเล่นวนซ้ำๆ เพื่อที่จะตอกย้ำให้เข้าไปถึงส่วนลึกที่สุดของจิตใจ
3 ประโยคที่กล่าวมาข้างต้นนั้น เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจให้แก่ผู้ต้องขังหญิงกว่า 20 คน ที่มาร่วมในกิจกรรม “สู่วิถีชีวิตที่เข้มแข็ง และเบิกบานใจ” อีกหนึ่งกิจกรรมดีๆ จากโครงการ “โค้ชชิ่ง ฟอร์ ไทยแลนด์” โดยกลุ่มบริษัท จิมมี่ เดอะ โค้ช และโครงการกำลังใจ โดย สำนักกิจการในพระราชดำริ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ได้ร่วมมือกันเดินหน้าสร้างความสุขและพัฒนาศักยภาพให้แก่กลุ่มผู้ต้องขังหญิงที่ใกล้พ้นโทษ หรือที่เรียกกันว่าผู้ต้องขังหญิงชั้นดี ภายในเรือนจำอำเภอแม่สอด จ.ตาก ด้วยการแบ่งปันทักษะไลฟ์โค้ช ที่จะสามารถช่วยสร้างความเข้าใจและดึงเอาศักยภาพดีๆ ที่ซ่อนอยู่ภายในตัวเอง เพื่อให้มีทักษะชีวิต มีความเข้มแข็ง และมีกำลังใจ พร้อมก้าวออกไปใช้ชีวิตของตนเองนอกเรือนจำต่อไปในอนาคต
“โค้ชจิมมี่” พจนารถ ซีบังเกิด ประธานกรรมการและผู้ก่อตั้งกลุ่มบริษัท จิมมี่ เดอะ โค้ช กล่าวว่า นับเป็นความภาคภูมิใจสูงสุดที่ได้รับความไว้วางใจจาก สำนักกิจการในพระดำริ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ให้ร่วมแบ่งปันทักษะไลฟ์โค้ชให้แก่ผู้ต้องขังหญิงผ่านโครงการกำลังใจ ในพระดำริ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ที่ต้องการโอกาส และผู้ที่ก้าวพลาดในการดำเนินชีวิตในสังคมไทย ให้ได้รับการปรับปรุง แก้ไข ฟื้นฟูคุณภาพชีวิต พัฒนาความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น และอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างสงบสุข
“ผู้ต้องขังหญิงเป็นกลุ่มหนึ่งที่เราอยากเข้าไปให้ความสำคัญ เนื่องจากผู้ต้องขังส่วนใหญ่ เมื่อพ้นโทษออกไปแล้วมักจะเกิดความมั่นไม่ใจ กังวล และรู้สึกเหมือนกลายเป็นคนที่มีความผิดติดตัวตลอดเวลา ส่งผลให้ไม่สามารถที่จะใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข ดังนั้น การพัฒนาศักยภาพที่มีอยู่ภายในตัวตนของผู้ต้องขังหญิงแต่ละคนผ่านทักษะไลฟ์โค้ช เราทำเพื่อให้เขามีความเข้าใจตัวเอง เข้าถึงทรัพยากรที่ดีในตัวเอง ตระหนักในคุณค่าของตัวเองได้ สามารถใช้ทักษะชีวิตในการดำเนินชีวิตประจำวัน และมีทัศนคติที่ดีในการใช้ชีวิต ซึ่งจะทำให้เมื่อก้าวออกไปจากจุดนี้แล้วเขาจะมีความเติบโต และแข็งแรงจากภายในไปพร้อมๆ กับการอยู่ร่วมกับครอบครัว เพื่อน กัลยาณมิตร และสังคมไทย ด้วยความมั่นใจ อิ่มเอม และมีความสุข ซึ่งถือว่าเป็นการคืนความสุขให้กับคนทุกกลุ่มในสังคมอย่างแท้จริง” โค้ชจิมมี่ กล่าว
ด้าน สมศักดิ์ ยุทธโอภาส ผู้บัญชาการเรือนจำอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก กล่าวว่า ครั้งนี้เป็นครั้งแรกสำหรับการนำองค์ความรู้ทางด้านการโค้ชมาสอนให้กับผู้ต้องขัง ซึ่งเป็นนิมิตรหมายอันดีที่หลายๆ ฝ่ายให้ความสนใจกับการให้โอกาสสำหรับผู้ต้องขัง ซึ่งเป็นผู้ที่เคยก้าวพลาด ให้เขาได้มีโอกาสที่จะพัฒนาตัวเองให้หลายๆ ด้าน มากยิ่งขึ้น
“สาเหตุที่ผู้ต้องขังทุกคนต้องเข้ามาอยู่ที่นี่ ผมเชื่อว่าเกิดจากการที่เขามีทักษะการใช้ชีวิตที่ไม่ดีพอ ไม่ว่าจะเป็นการวางตัว การคบเพื่อน หรือการวางเป้าหมายชีวิต ที่อาจผลักดันให้เขาทำในสิ่งที่ผิดพลาดลงไป ซึ่งเมื่อมีการนำทักษะการโค้ชเข้ามา ผมมองว่าเป็นสิ่งใหม่ๆ ที่จะชี้ทางให้เขาเห็นว่าเขามีสิ่งดีๆ อะไร มีจุดอ่อนจุดแข็งอะไรบ้าง ให้เขากลับไปค้นหาตัวเอง เพื่อให้เขารู้จักตัวเองมากขึ้น และมีภูมิคุ้มกันสำหรับการใช้ชีวิตเมื่อเขาได้ออกไปจากรั้วเหล็กแห่งนี้ครับ” ผู้บัญชาการเรือน กล่าว



