ข่าว

อ้างขาดทุนกทม.ยกเลิก"บีอาร์ที"

อ้างขาดทุนกทม.ยกเลิก"บีอาร์ที"

06 ก.พ. 2560

กทม.มีมติยกเลิก"บีอาร์ที" หลังหมดสัญญา 30 เม.ย.นี้ เหตุขาดทุนยับปีละ 200 ล้าน หลังถูกใช้หาเสียงประชานิยม รับแก้จราจรไม่ได้จริง เร่งดึงขสมก.เดินรถแทน เปิดเลนให้ร

       6 ก.พ. พล.ต.ท.อำนวย นิ่มมะโน รองผู้ว่าฯกทม. แถลงผลการประชุมคณะผู้บริหารกทม. ว่า การแถลงวันนี้เป็นการยกเลิกโครงการรถโดยสารด่วนพิเศษ (บีอาร์ที) สายสาทร-ราชพฤกษ์ หรือสายช่องนนทรี-ราชพฤกษ์ ผู้ที่ได้รับผลกระทบอาจจะออกเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย โครงนี้ถึงจะดีหรือไม่ดี 100 เปอร์เซ็นต์ แต่เป็นโครงการเชื่อมต่อรถไฟฟ้าสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสช่องนนทรีย์ จึงมีโครงการบีอาร์ทีขึ้นมา โดยใช้ผิวจราจร 1 ช่องทางเพื่อรถเมล์บีอาร์ทีเป็นเฉพาะ ทำให้คนกลุ่มใหญ่ที่ใช้ถนนเกิดความรู้สึกต่อต้านขึ้นมา จนบางครั้งก็มีรถยนต์ขับในช่องพิเศษ ทำให้รถบีอาร์ทีไม่สามารถทำความเร็วได้ เมื่อใช้ความเร็วไม่ได้ก็ไม่มีคนนั่ง ซึ่งยอดผู้โดยสารมีส่วนหนึ่งจากเด็กนักเรียนและผู้สูงอายุที่นั่งฟรี ทำให้กทม.ขาดทุนสะสมมาต่อเนื่องปีละ 200 ล้านบาททุกปี ขณะเดียวกันสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) ทำหนังสือแจ้งเตือนให้กทม.ทบทวนโครงการมา 2 ครั้งว่า ไม่ใช่ภารกิจของกทม. และเป็นโครงการทำลายวินัยการเงินการคลัง ไม่ได้ช่วยแก่ปัญหาจราจร ไม่ได้ทำเพื่อกลุ่มเป้าหมาย และไม่ได้ให้บริการกับประโยชน์สาธารณะ 

        พล.ต.ท.อำนวย กล่าวด้วยว่า เมื่อยกเลิกก็มีคำถามว่า จะลอยแพผู้โดยสาร 2.5 หมื่นคนหรือไม่ รวมถึงสถานีรถบีอาร์ทีจะใช้ประโยชน์อย่างไร ซึ่งสัญญาโครงการนี้จะครบในเดือนเม.ย.2560 คณะกรรมการบริหารระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพฯ ได้ประชุมเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ขณะที่สภากทม.ได้ตั้งคณะกรรมการวิสามัญ ได้ให้แนวทางกับกทม. โดยเฉพาะสตง.ให้ทบทวนและยุติโครงการนี้เพราะไม่คุ้มทุนและเพิ่มภาระงบประมาณ ที่สุดแล้วคณะกรรมการบริหารระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพฯ มีมติยุติโครงการบีอาร์ที เมื่อหมดสัญญาวันที่ 30 เม.ย.2560 จากนั้นกทม.จะประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบ และจะประสานให้องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ(ขสมก.) มาเดินรถเเทน ส่วนสถานีบีอาร์ทีนั้นก็จะให้ขสมก.ใช้รับและส่งผู้โดยสาร นอกจากนี้จะมีการคืนผิวจราจรให้ประชาชน ทั้งนี้ การดำเนินโครงการไม่ใช่ภารกิจหลักกทม. มีการทำลายการคลังกทม. โครงการนี้ไม่ใช่นโยบายรัฐบาล เป็นนโยบายผู้บริหารสมัยหนึ่ง โดยบางโอกาสเอาไปสร้างคะแนนนิยม หรือโครงการประชานิยม รวมถึงไม่ได้ให้บริหารกลุ่มเป้าหมายอย่างแท้จริง และไม่มีการปรับปรุงประสิทธิภาพการเดินทางได้ ตามที่สตง.เคยทำหนังสือแจ้งเตือนเมื่อปี 2557

        "โครงการนี้ลงทุนไป 1,500 ล้านบาท เฉลี่ยขาดทุน 200 ล้านต่อปี มีการเปลี่ยนผู้ว่าฯกทม. มา 2 คนแล้ว"พล.ต.ท.อำนวย กล่าว

         รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับโครงการบีอาร์ที สายสาทร-ราชพฤกษ์ หรือสายช่องนนทรี-ราชพฤกษ์ เป็นโครงการนำร่องในสมัยนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่าฯกทม. 29 พ.ค.2553 ที่ให้บริการเดินรถในช่องทางพิเศษบนถนนนราธิวาสราชนครินทร์ ถนนพระรามที่ 3 สะพานพระราม 3 และถนนรัชดาภิเษก-ท่าพระ ระยะทาง 15.9 กิโลเมตร มีจุดจอดรับ-ส่งผู้โดยสาร 12 สถานี เปิดให้บริการมาแล้วเป็นเวลา 6 ปี ใช้เงินลงทุนมากถึง 2,009.7 ล้านบาท และสัญญาโครงการจะสิ้นสุดลงในวันที่ 30 เม.ย.2560

         ด้านนายสามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองผู้ว่าฯกทม. สมัยนายอภิรักษ์ เป็นผู้ว่าฯกทม. กล่าวว่า รู้สึกน่าเสียดายถ้ากทม.จะยกเลิกโครงการนี้ เพราะมีผู้ใช้บริการรถบีอาร์ทีพอสมควรประมาณ 2 หมื่นคนต่อวัน ที่ผ่านมาแม้กทม.แบกรับการขาดทุนต่อวันประมาณ 5 แสนบาท แต่เมื่อเทียบกับการขาดทุนของรถไฟฟ้าสายสีม่วงกลับอยู่ที่ 3.5 ล้านบาทต่อวัน แต่เฉลี่ยมีผู้โดยสารประมาณ 2 หมื่นคนต่อวันเช่นกัน โดยเฉพาะการลงทุนโครงสร้าง สำหรับรถบีอาร์ทีเฉลี่ยอยู่ที่ 120 ล้านบาทต่อกิโลเมตร แต่รถไฟฟ้าสายสีม่วงอยู่ที่ 2,800 ล้านบาทต่อกิโลเมตร จึงทำให้เห็นว่ารถเมย์บีอาร์ทีเป็นการลงทุนที่ถูกกว่า เหตุใดกทม. จึงไม่มีการปรับกรุงโครงการให้ดีขึ้น ตั้งแต่การปรับค่าโดยสารให้เหมาะสมจาก 5 บาทเป็น 10 บาท ก็จะสามารถลดภาระการขาดทุนได้ ดังนั้นกทม.น่าจะสู้ต่อไป ถ้าเป็นเอกชนคงจะไม่ยกเลิกโครงการ

         ขณะเดียวกันก่อนการยกเลิก กทม.น่าจะถามความเห็นกับผู้ใช้บริการด้วย แต่เรื่องนี้คาดว่ากทม.คงมีธงอยู่แล้ว จากน้ั้นหาเหตุผลมาสนับสนุนในการยกเลิก อย่างไรก็ตาม เหตุใดกทม.จึงไม่ทดลองที่จะปรับค่าโดยสารใหม่ เพื่อที่จะนำผลการทดลองมาพิจารณา ซึ่งถ้าตนยังอยู่ที่กทม.คงจะไม่ยกเลิกโครงการนี้แน่นอน