
บำเพ็ญกุศลถวายแด่ในหลวงรัชกาลที่ 9
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชานุญาตให้ภาคเอกชน และองค์กรต่างๆ ร่วมเป็นเจ้าภาพในการบำเพ็ญกุศล
วันที่ 4 กุมภาพันธุ์ ในการพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ บำเพ็ญกุศลอุทิศถวายพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง นับเป็นวันที่ 14 หลังเสร็จสิ้นพิธีหลวง หรือพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสตมวาร(100 วัน) ถวายพระบรมศพ การนี้ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชานุญาตให้ภาคเอกชน และองค์กรต่างๆ ร่วมเป็นเจ้าภาพในการบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ โดยแบ่งออกเป็น 4 รอบ เวลา 10.00 น., 14.30 น., 17.00 น. และเวลา 19.00 น. รอบละ 11 คณะ คณะละ 50 คน หมุนเวียนจนกว่าจะครบจำนวนเจ้าภาพตามที่แสดงความจำนง
เวลา 10.00 น. นายมีชัย ฤชุพันธุ์ นายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฎพระนคร เป็นประธานบำเพ็ญกุศลและถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์ 10 รูป จากวัดใหญ่สว่างอารมณ์ จ.นนทบุรี, วัดป่าโมก วัดพิจารณ์โสภณ วัดโบสถ์สายทอง วัดศรีมหาโพธิ์ วัดพานิช จ.อ่างทอง, วัดหนองลาน จ.กาญจนบุรี, วัดเกาะแก้วเกษฎาราม วัดบ้านแพน จ.พระนครศรีอยุธยา ที่สวดพระพุทธมนต์ ในการนี้พระสงฆ์สวดพระพุทธมนต์ รับถวายภัตตาหารเพล โดยมีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร,มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี, มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต, มหาวิทยาลัยคริสเตียน,มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา, ราชวิทยาลัยประสาทศัลยแพทย์แห่งประเทศไทย,มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี, มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร, คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล, วิทยาลัยเทคโนโลยีพณิชยการอยุธยา ร่วมเป็นเจ้าภาพ
ธ สถิตในดวงใจมิลืมเลือน
วันนี้สำนักพระราชวัง เปิดประตูวิเศษไชยศรี พระบรมมหาราชวัง ตั้งแต่เวลา 04.50 น.ให้ประชาชนเข้าไปรอขึ้นกราบสักการะพระบรมศพ โดยตลอดทั้งวันมีพสกนิกรทั้งจากทั่วประเทศ อาทิ กรุงเทพฯสมุทรปราการ พระนครศรีอยุธยา เพชรบูรณ์ นครพนม มุกดาหาร อุดรธานีตาก สุพรรณบุรี แพร่ พะเยา สุราษฏร์ธานีภูเก็ต สงขลา ฯลฯ เดินทางมาเข้าแถวรอเข้ากราบสักการะพระบรมศพอย่างต่อเนื่องด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น บางคนมารอแต่เช้ามืด หลายคนบอกว่าหากมีโอกาสก็จะมาอีกเรื่อยๆ และแม้ในหลวง ร.9 จากไปกว่า 100 วันแล้วก็ยังคิดถึงอยู่ทุกวัน
วรรณา นารี-พศิน ศรีสมุทณ- จิราภรณ์ เรืองฤทธิ์
น.ส.จิราภรณ์ เรืองฤทธิ์ อายุ 53 ปี พร้อมด้วย น.ส.วรรณา นารี อายุ 57 ปี และ ด.ช.พศิน ศรีสมุทร อายุ 8 ปี เดินทางจากบ้านพักในย่านพระประแดง จ.สมุทรปราการ ตอนตี 5 ครึ่งมาถึงท้องสนามหลวงเวลา 6 โมงครึ่งและได้เข้ากราบสักการะพระบรมศพเวลา 9 โมงเช้า เล่าด้วยใบหน้าเปี่ยมสุขว่า มากราบพระบรมศพเป็นครั้งที่ 4 แล้ว ครั้งนี้ถือว่าเร็วกว่าที่ผ่านๆ มา จากครั้งแรก 12 ชม.9 ชม. 6 ชม. และล่าสุด 3 ชม.เท่านั้น เป็นความภูมิใจที่ได้กราบพระองค์ท่าน เพราะใช่ว่าจะมีโอกาสมาบ่อยๆ ไม่เคยรับเสด็จฯ อย่างใกล้ชิด ตอนสาวๆ มาสนามหลวงมีโอกาสแค่เห็นขบวนเสด็จไกลๆ แค่นี้ก็อิ่มใจแล้ว และถึงแม้ในหลวง ร.9 จะจากไปกว่า 100 วันแล้วไม่มีวันไหนที่ไม่คิดถึง ทรงสถิตย์อยู่ในใจ ตลอด 70 ปีที่พระองค์ท่านทำงานงานหนักเพื่อพวกเรา ทำให้รู้สึกว่าทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม ไม่คิดว่าท่านจากไปไหน โดยเฉพาะตัวเองอยู่ย่านพระประแดง ก็ได้เห็นโครงการตามแนวพระราชดำริ คลองลัดโพธิ์ ที่ช่วยเรื่องการผันน้ำและระบายน้ำ แก้ปัญหาน้ำท่วมได้อย่างมีประสิทธิภาพ สัมผัสได้ถึงการเป็นนักคิดนักพัฒนาของพระองค์ท่าน ถ้ามีโอกาสจะมาอีกเรื่อยๆ จนกว่าจะมีการถวายเพลิงพระบรมศพ
แต้ม คำวิเศษ(ขวา)
นางแต้ม คำวิเศษ อายุ 62 ปี ชาวตำบลลานบ่า อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ เปิดเผยว่า ออกเดินทางพร้อมเพื่อนๆในหมู่บ้านโดยเหมารถตู้มาถึงที่ท้องสนามหลวงตั้งแต่ตี 3 และได้เข้ากราบสักการะพระบรมศพ เมื่อเวลาประมาณ 9 โมง ตอนที่เข้ากราบรู้สึกตื้นตันใจ เพราะมีความตั้งใจว่าต้องมาให้ได้สักครั้งในชีวิต
“พระราชกรณียกิจที่พ่อหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงทำเพื่อคนไทยมีมากมายมหาศาล พระองค์ทรงมีความห่วงใยประชาชนของพระองค์ทุกด้าน โดยเฉพาะด้านสุขภาพร่างกาย เมื่อพ่อหลวงเสด็จฯ ไปยังถิ่นทุรกันดารก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีคณะแพทย์ และแพทย์อาสาติดตามไปด้วย เพื่อช่วยดูแลรักษาพสกนิกรของพระองค์ท่าน”นางแต้ม กล่าวพร้อมกับเสริมว่า พระองค์ทรงช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของพสกนิกร พัฒนาอาชีพ พัฒนาพื้นที่ด้วยการเกษตรเพื่อให้พสกนิกรได้อยู่ดีมีสุข รวมทั้งการแก้ปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ต่างๆ รวมถึฝภัยแล้งที่พระองค์ทรงวิจัยและริเริ่มโครงการฝนหลวง นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้
ธนัทมน- ธนภัทร ทองกร
นางธนัทมน ทองกร อายุ 37 ปี ครูนาฏศิลป์จากโรงเรียนออเงิน ย่านสายไหม กรุงเทพฯ ซึ่งพาลูกชายวัย 6 ขวบ ด.ช.ธนภัทร ทองกร มากราบสักการะพระบรมศพด้วยอยากให้ได้รับรู้ถึงเหตุการณ์สำคัญครั้งนี้ กล่าวว่า สามีเป็นทหารที่มาแจกอาหารให้กับประชาชนที่มากราบสักการะพระบรมศพ จึงได้พาลูกชายมากราบสักการะพระบรมศพรอ โดยมาวันนี้เป็นครั้งแรกเพราะตั้งใจว่าเราอาศัยอยู่กรุงเทพฯ ในช่วงแรกก็อยากให้คนต่างจังหวัดได้มาก่อน อีกทั้งมีลูกเล็กที่อาจดูแลยากจะรบกวนคนอื่น แต่เมื่อได้มากราบแล้ว ก็รู้สึกปลาบปลื้มใจอย่างมาก ลูกชายที่งอแงเพราะอากาศร้อน ก็สงบนิ่งเมื่อขึ้นไปกราบพระบรมศพ ถือเป็นครั้งหนึ่งในชีวิต ที่ผ่านมาก็พยายามสอนลูกเรื่องความพอเพียง และความเพียรดังคำสอนของในหลวงร.9 เช่นให้อดทนกับเรื่องเล็กๆน้อยๆอย่างการเรียน หรืออยากได้อะไร ก็ให้เก็บสะสมเงินด้วยตัวเอง ไม่ฟุ่มเฟือย
“ส่วนตัวเป็นครูนาฏศิลป์ ทุกๆปีช่วงวันที่ 5 ธันวาคม ต้องคิดการแสดงในโรงเรียน แต่ปีนี้ไม่มีการแสดงนั้นๆแล้ว ก็รู้สึกเสียใจ จึงได้แต่สอนเด็กๆเรื่องเพลงพระราชนิพนธ์ สอนเพลงในหลวงร.9 บ้าง เพราะเพลงเหล่านี้ถือเป็นคำสอนและตัวอย่างของพระราชกรณียกิจของพระองค์ที่มีต่อคนไทย เพื่อร่วมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ ที่ทรงอุปถัมภ์ดนตรีและนาฏศิลป์ไทยให้ยังคงอยู่ ไม่เลือนหายไป หากไม่มีพระองค์แล้วเด็กๆยุคใหม่อาจจะไม่รู้จักดนตรีไทยเลยก็ได้” นางธนัทมน กล่าว
อารี ศรีนิรัตน์
ด้าน นางสาวอารี ศรีนิรัตน์ อายุ 60 ปี แม่ครัวของโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.พระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า มากราบสักการะพระบรมศพกับเพื่อนบ้าน 2 คน อาศัยวันหยุดงาน เพราะอยากมากราบลาพระองค์เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะมาก็ได้ติดตามข่าวสารต่างๆ ทั้งขั้นตอน การแต่งกาย อยู่เสมอ ภูมิใจที่ได้มาทำหน้าที่ลูกครั้งนี้แล้ว ใน 100 กว่าวันที่ผ่านมา ก็ได้ไปลงนามถวายความอาลัย รวมถึงจุดเทียนแสดงความอาลัยตามหน่วยงานต่างๆอยู่เสมอ ส่วนตัวประทับใจในความดี และการทรงงานหนักของในหลวงร.9 มาก พระองค์ทรงช่วยเหลือชาวนา ทั้งน้ำท่วมและน้ำแล้ง ซึ่งชาวอยุธยาเป็นหนึ่งจังหวัดที่ได้รับผลกระทบหนัก จึงได้ยึดเอาหลักเศรษฐกิจพอเพียง การใช้จ่ายอย่างประหยัด ใช้เท่าที่มีไม่ซื้อของใหม่โดยไม่จำเป็น รวมถึงช่วยเหลือเด็กๆด้อยโอกาสที่ยากใจในโรงเรียนให้มีข้าวกิน ก็เป็นความสุขหนึ่งที่ได้ช่วยกัน
ทั้งนี้ สำนักพระราชวังได้สรุปยอดรวมประชาชน ที่เดินทางมาสักการะพระบรมศพ เมื่อวันที่ 3 ก.พ. หลังปิดการขึ้นกราบสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในเวลา 21.10 น. มีจำนวนทั้งสิ้น 35,075 คน รวม 93 วัน มีมียอดสะสม 4,028,374 คน และมีประชาชนถวายเงินโดยเสด็จพระราชกุศล 2,883,720 บาท รวม 93 วัน เป็นเงินทั้งสิ้น 339,683,797.34 บาท



