ข่าว

เด็กอินเดียนับร้อยตายเพราะกินลิ้นจี่ตอนท้องว่าง

เด็กอินเดียนับร้อยตายเพราะกินลิ้นจี่ตอนท้องว่าง

03 ก.พ. 2560

นักวิทยาศาสตร์ไขปริศนาสาเหตุการตายของเด็กยากจนในรัฐพิหาร ของอินเดียปีละนับร้อยคน ที่แท้มาจากการกินลิ้นจี่ตอนท้องว่าง

           สำนักข่าวบีบีซี เปิดเผยรายงานของนักวิทยาศาสตร์ชาวอินเดียและสหรัฐอเมริกา ระบุอาการป่วยปริศนาที่ทำให้เด็กทางตอนเหนือของประเทศอินเดียเสียชีวิตไม่ต่ำกว่าปีละ 100 ราย ว่า มีสาเหตุมาจากการรับประทานลิ้นจี่ขณะท้องว่าง

          จากรายงานระบุว่า ตลอดระยะเวลามากกว่า 20 ปีที่ผ่านมา เด็กชาวอินเดียในรัฐพิหารที่มีสุขภาพดีเป็นปกติ จู่ ๆ ก็เกิดอาการช็อกและหมดสติขึ้นมากะทันหัน ซึ่งในจำนวนนี้เกือบครึ่งเสียชีวิต สร้างความฉงนใจให้กับบรรดาแพทย์เป็นอย่างมาก และไม่สามารถหาคำอธิบายได้ 

          ทว่า ล่าสุดมีผลงานการศึกษาวิจัยชิ้นใหม่ออกมา ซึ่งถูกตีพิมพ์ในวารสารวิชาการทางการแพทย์ The Lancet ชี้ว่า สาเหตุการเสียชีวิตของเด็กเหล่านี้เป็นเพราะสารพิษในผลไม้ลิ้นจี่ ที่มีชื่อว่า ไฮโพกลีซิน (Hypoglycin) โดยเหยื่อที่เสียชีวิตส่วนมากเป็นเด็กที่ครอบครัวมีฐานะยากจนในรัฐดังกล่าว ซึ่งปลูกลิ้นจี่เป็นพืชหลัก  ซึ่งลิ้นจี่นั้นประกอบไปด้วยสารพิษที่จะไปต่อต้านกระบวนการสร้างกลูโคสในร่างกาย อันจะส่งผลต่อเด็กเหล่านี้ที่มีระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ เนื่องมาจากไม่ได้กินอาหารเย็น โดยเด็กจะตื่นขึ้นมาร้องไห้ทรมานกลางดึก เนื่องจากสมองบวมเฉียบพลัน ก่อนจะมีอาการชักและหมดสติไป 

          ด้านนักวิจัยยังได้ทำการตรวจสอบผู้ป่วยเด็กที่ถูกนำตัวส่งเข้าโรงพยาบาลในเมืองมุซัฟฟาร์ปุระ ในช่วงระหว่างเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม 2557 จึงได้พบความเกี่ยวข้องของโรคระบาดว่ามีส่วนป็นสาเหตุทำให้เด็กเกิดอาการสมองบวม รวมไปถึงอาการชักของเด็กในแคริบเบียนด้วย โดยการระบาดของโรคดังกล่าวนี้ มีผลมาจากผลไม้หายากที่ชื่อว่า แอคคี ซึ่งมีสารไฮโพกลีซินอยู่ด้วยเช่นกัน

          จากข้อมูลดังกล่าว เจ้าหน้าที่สาธารณสุขจึงได้มีคำเตือนไปยังผู้ปกครองให้ดูแลลูกหลาน ให้รับประทานอาหารเย็นหรือไม่ให้ท้องว่างก่อนจะกินลิ้นจี่ รวมไปถึงจำกัดจำนวนลิ้นจี่ให้พวกเขากินด้วย หากเด็กมีอาการดังที่กล่าวมาข้างต้น จะต้องส่งตัวไปรับการรักษาภาวะไฮโพกลีซีเมีย หรือน้ำตาลในเลือดต่ำ โดยเร็วที่สุด

           หนังสือพิมพ์นิวยอร์ก ไทม์ส เปิดเผยรายงานว่า หลังจากมีผลการวิจัยดังกล่าวนี้ออกมา จากจำนวนเด็กที่เสียชีวิตปีละมากกว่าหลายร้อยคน ก็ลดลงมาอยู่ที่ประมาณแค่ 50 คนต่อปีเท่านั้น