
ด้วยรักในหลวงรัชกาลที่ 9
สำนักพระราชวังได้สรุปยอดรวมประชาชน ที่เดินทางมาสักการะพระบรมศพ 91 วัน 3,965,212 คน และร่วมบำเพ็ญพระราชกุศลเป็นเงิน 334,344,869.34 บาท
ในวันที่ 2 ก.พ. 2560 นับเป็นวันที่ 113 ของการเสด็จสวรรคต สำนักพระราชวังได้เปิดให้ประชาชนเข้าสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมิทรมหาภมูิพลอดุลยเดช อย่างต่อเนื่อง โดยผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศค่อนข้างร้อน โดยมีครอบครัวและกลุ่มคณะเดินทางมากราบสักการะพระบรมศพเป็นจำนวนมาก โดยเจ้าหน้าที่ได้จัดขบวนแถวให้เดินเข้าไปยังพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทอย่างเป็นระบบ ไม่ให้ประชาชนตากแดดนานเกินไป
ทั้งนี้สำนักพระราชวังได้สรุปยอดรวมประชาชน ที่เดินทางมาสักการะพระบรมศพ เมื่อวันที่ 1 ก.พ.หลังสำนักพระราชวัง ปิดไม่ให้ประชาชนเข้าพระบรมมหาราชวัง เพื่อขึ้นกราบสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในเวลา 21.10 น. ว่า มีจำนวนทั้งสิ้น 27,737 คนรวม 91 วันมี 3,965,212 คนและมีประชาชนถวายเงินเพื่อร่วมบำเพ็ญพระราชกุศลเป็นเงิน 2,189,782 บาทรวม 91 วัน เป็นเงินทั้งสิ้น 334,344,869.34 บาท
เจียง พุทธิเสน
นางเจียง พุทธิเสน ชาวจังหวัดร้อยเอ็ด วัย 65 ผู้กำลังเดินทางเข้ากราบสักการะพระบรมศพเป็นครั้งที่ 9 ตามความตั้งใจ เผยว่ารู้สึกซาบซึ้ง กลั่นออกมาเป็นน้ำตาทุกครั้งที่ได้เข้ากราบเบื้องหน้าพระบรมโกศ จึงตั้งใจจะมาให้บ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้
“พอย้ายมาอยู่กับหลานที่กรุงเทพไม่นานเท่าไหร่ พระองค์ท่านก็มาจากไปตอนนั้นเรารู้สึกเสียใจมากๆ แต่ก็นึกได้ว่าเรามีโอกาสมาอยู่ใกล้ๆ พระองค์แล้ว ก็จะต้องมาหาท่านให้บ่อยๆ อย่างน้อยต้องให้ได้ 9 ครั้งในชีวิต ซึ่งก็หาเวลาว่ามาเรื่อยๆ มีบางวันต่อแถวเป็นสิบชั่วโมง หรือวันไหนคนน้อยก็จะต่อแถวเข้ากราบ 2 รอบก็มี เราทำแบบนี้เพราะคิดถึง และนึกถึงเรื่องที่ทรงทำให้พสกนิกร ช่วยให้เรามีอยู่มีกิน มีพระคุณต่อแผ่นดินนี้มากๆ เวลามาที่นี่เรารู้สึกไม่เหงาเลย มีทั้งเพื่อนคุย และมีพระบารมีพระองค์ปกครองเราอยู่ด้วย ” นางเจียงกล่าว
นราวดี _พ.ต.ท.สมหวัง คำทอง
พ.ต.ท.สมหวัง คำทอง อายุ 63 ปี อดีตผู้กำกับตำรวจตะเวนชายแดน อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ สมาชิกชมรมวิทยากรลูกเสือชาวบ้าน จ.เชียงใหม่ ออกเดินทางร่วมคณะอีก 40 คนโดยรสบัสจาก อ.แม่ริม ตั้งแต่ตีห้าวันที่ 1 ก.พ. มาถึงสนามหลวงเวลา 18.00 น. และเข้าถวายสักการะวันเดียวกัน ก่อนจะอาศัยพักแรมที่วัดเบญจมบพิตรและมาสักการะพระแก้วมรกต เพื่อความเป็นสิริมงคลก่อนกลับภูมิลำเนา
อดีตผู้กำกับเล่าว่า ในหลวง ร.9 ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อวงการลูกเสือชาวบ้านมาก ทรงรับพวกเราไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ตั้งแต่ปี 2519 หลังจากทอดพระเนตรกิจการของลูกเสือชาวบ้าน จ.อุดรธานี เนื่องจากเห็นพลังความสามัคคี ได้พระราชทานทุนทรัพย์ส่วนพระองค์ 1 แสนบาท เพื่อซื้อผ้าพันคอลูกเสือ, วอล์กเกอร์หน้าเสือ และเข็มกลัดหน้าเสือ จนกลายเป็นเครื่องแต่งกายเต็มยศของพวกเรา
“พวกเรามีหน้าที่สร้างความสามัคคีในชุมชน ช่วยเหลือพึ่งพาซึ่งกันและกัน สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่คอมมิวนิสต์กลัว อดีตคอมมิวนิสต์ที่เข้ามาไม่กลัวปืน แต่กลัวพลังความคิดและพลังคน นับว่าพระองค์ทรงมีวิสัยทัศน์กว้างไกลที่จะลดปัญหาดังกล่าวโดยไม่ให้เสียเลือดเสียเนื้อ” พ.ต.ท.สมหวัง กล่าว
น.ส.ชลิตา บุญเกิด - น.ส.สุภัทร อุมา- น.ส.ชนกนาฎ สวรรณมาศ
ด้าน น.ส.ชลิตา บุญเกิด พร้อมด้วย น.ส.สุภัทร อุมา และ น.ส.ชนกนาฎ สุวรรณมาศ อายุ 22 ปี ว่าที่บัณฑิตคณะนิติศาสตร์ ม.บูรพา ใช้เวลาว่าง นัดกันเดินทางมาเข้ากราบสักการะพระบรมศพ ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและระทับใจในพระราชกรณียกิจที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงทำเพื่อพสกนิกร
“ตั้งใจจะมากันนานแล้ว จนตอนนี้ทุกคนจัดการภาระกิจต่างๆ หลังเก็บหน่วยกิจครบลงตัว ก็นัดมาเจอกันที่กรุงเทพ ส่วนตัวประทับใจโครงการฝนหลวง เป็นทฤษฎีที่น่าทึ่ง ใช้ได้จริง มีผลส่งถึงความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชนเป็นวงกว้าง นอกจากนี้ยังชอบการปฏิบัติตัวของพระองค์ท่าน ทรงไม่ถือพระองค์ ประหยัด และใส่ใจทุกๆ คน” น.ส. ชนกนาฎ กล่าว
ด้าน น.ส. ชลิตา เล่าว่า รักในหลวงมาก อาจเพราะ เกิดมาเห็นการทรงงานตลอด เป็นความรู้สึกประทับใจ ปลื้มใจ ที่ซึมซับมาเรื่อยๆ จนเราโต ก่อนที่ทรงจะเสด็จสวรรคต เราพยายามที่จะไม่รับรู้ข่าวลือต่างๆ แต่ก็ทำใจไว้บ้าง พอได้ข่าวว่าทรงไม่อยู่กับเราแล้วก็เสียใจมากๆ ร้องไห้อยู่ที่บ้าน ยังจำเหตุการณ์ได้ไม่ลืม ในฐานะที่เราเป็นคนรุ่นใหม่ สิ่งหนึ่งที่เริ่มทำเพื่อพระองค์ท่านได้ตอนนี้คือการคิดดี เป็นคนดีของสังคม รู้จักดูแลตัวเองให้ดำเนินไปในทางที่ดี สร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้สังคมเมื่อมีโอกาส
ลูกศร สุขแสวง-ยุวดี แก้วสิมมา-วนิดา บุญใหญ่
ขณะที่ น.ส. วนิดา บุญใหญ่ , น.ส. ยุวดี แก้วสิมมา และ น.ส.ลูกศร สุขแสวง นักศึกษา คณะพยาบาลศาสตร์ เกื้อการุณย์ มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช เดินทางมาพร้อมกันเพื่อเข้ากราบสักการะพระบรมศพตั้งแต่ช่วงเช้า เผยว่า เดิมตั้งใจมาเป็นอาสาสมัครดูแลประชาชนที่ท้องสนามหลวงอยู่บ่อยครั้ง แต่ก็ัยังไม่มีเวลาไปต่อแถว ตั้งใจไว้ว่าหลังจากช่วงเลย 100 วัน จะหาเวลามากันอีกครั้ง ซึ่งวันนนี้มารอตั้งแต่เช้า จนได้เข้าไปในเวลาไม่นานนัก
น.ส. วนิดา ในวัย 21 ปี เล่าความรู้สึกว่า ได้เห็นภาพพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่าน มาตั้งแต่เด็กๆ ไม่ว่าทรงจะอยู่ที่ไหน ก็พยายามเต็มที่ที่จะเข้าใจ และแก้ไขปัญหาของพื้นที่นั้นๆ ด้วยสติปัญญา และความอดทน ส่วนตัวคิดว่าคล้ายกับหลักการทำงานที่มหาวิทยาลัยสอนให้ทุกคนยึดหลักพรหมวิหาร 4 มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เพราะเราต้องทำงานเจอคนไข้เยอะ ต้องใส่ใจ เข้าใจสิ่งที่เขาเป็น ดูแลให้ดีที่สุดด้วยความเมตตา ควบคุมตัวเอง ไม่ยึดอารมณ์ตัวเองเป็นใหญ่ จะทำให้มีความสุขทั้งคนไข้และตัวเราเองด้วย
ด้าน น.ส. ยุวดี อายุ 22 ปี เผยว่า ประทับใจที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงไม่เกรงกลัวความลำบาก เวลาเห็นภาพสถานที่ที่ทรงงาน บางครั้งก็นึกว่าถ้าเป็นตัวเองคงไม่กล้าเดินต่อไป แต่พระองค์ไปบุกเบิกจนเป็นโครงการเพื่อชีวิตดีๆ ของประชาชนในวันนี้ อีกทั้งรงยังเป็นกษัตริย์ที่มีพระจริยวัตรงดงาม มัธยัส ไม่ถือพระองค์อีกด้วย
ปิดท้ายที่ น.ส. ลูกศร อายุ 22 ปี เล่าความรู้สึกเพิ่มเติมว่า จากนี้ จะน้อมนำหลักความเพียรของพระองค์ มาปรับใช้พยายามทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด ดูแลรักษาผู้ป่วยอย่างเท่าเทียม คิดว่าทุกคนเป็นเหมือนญาติมิตร และไม่ลืมตัวไม่ว่าจะกี่ปีผ่านไป จะระลึกเสมอว่าตัวเองยังเป็นนักศึกษาพยาบาลที่ต้องเรียนรู้เพิ่มเติม พัฒนาตัวเองเสมอ และต้องดูแลใสใจผู้ป่วยทุกคนเหมือนวันแรกๆ ที่เราเข้าทำงาน อย่างน้อยๆ การเป็นบุคลากรที่ดีก็จะช่วยให้หลายชีวิตมีสุขภาพดี มีสังคมน่าอยู่ยิ่งขึ้น
โอฬาร ปุ้ยพันธวงศ์ _สุวดี _ ปิติ พึ่งบุญพระ
นางสุวดี พึ่งบุญพระ ผู้บริหารบริษัท พีพี กรุ๊ป จำกัด นำเข้าแบรนด์แฟชั่นชั้นนำระดับโลก ในฐานะเป็นเจ้าภาพร่วมคณะดีไซเนอร์ไทย กล่าวว่า ตัวเองโชคดีที่เกิดและเติบโตในสมัยในหลวง ร.9 ยังเสด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยมเยียนพสกนิกรตามจังหวัดต่างๆ เพื่อพัฒนาความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น จึงได้ซึมซับและรับรู้พระราชกรณียกิจนานัปการมาโดยตลอด สิ่งที่ประทับใจที่สุดคือคำสอนของพระองค์ ในเรื่องความบากบั่นพากเพียร



