
เทพยดา ขาลีบหัวโต
กรุงเทพมหานครแปลเป็นไทยได้ใจความตรงตัวว่า เมืองที่อยู่อาศัยของบรรดาเหล่าทวยเทพเทวาทั้งหลาย และในความเป็นจริงนอกจากกรุงเทพฯ จะเป็นนครหลวงของประเทศไทยแล้ว กรุงเทพฯ ยังทำให้ตัวเองเป็นราวกับที่อยู่อาศัยของเทวดาและนางฟ้าไปจริงๆ
ทั้งยังคงความเป็นเมืองหลวงทางด้านการปกครอง เป็นแหล่งรวมที่ตั้งของหน่วยงานกระทรวงทบวงกรม ลงไปจนถึงระดับเล็กเพียงแค่กองอย่างครบถ้วน และยังคงเป็นเมืองหลวงหรือศูนย์กลางของธุรกิจทั้งหลายทั้งมวลในประเทศไทย เรียกว่าหากขาดกรุงเทพฯ ไปประเทศไทยก็แทบจะล่มสลายตามไปด้วย
ด้วยความที่ทุกสิ่งสรรพบรรดาสาระมีทั้งมวล ถูกรวมตัวกระจุกกันอยู่ในกรุงเทพฯ เช่น สาธารณูปโภคที่พร้อมมูลที่สุดเมื่อเทียบกับเมืองอื่นในประเทศเดียวกัน สถานศึกษาและสาธารณสุขที่เพียบพร้อมทั้งคุณภาพและปริมาณ ผู้คนระดับหัวกะทิทั้งภาคธุรกิจและเอกชน ล้วนแต่กระจุกตัวกันอยู่ในเมืองแห่งนี้ ฯลฯ จึงหลีกหนีไม่พ้นที่คนทุกระดับต่างถูกดึงดูด ให้เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์และผลกำไร จากเมืองของเทพยดาแห่งนี้ไปด้วย
กรุงเทพฯ ที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดในประเทศ จึงกลายเป็นแหล่งรวมสารพันปัญหา จนยากที่จะแก้ไขได้ไม่ว่าด้วยวิธีใดก็ตาม แม้จะยกฐานะขึ้นมาเป็นเขตปกครองพิเศษที่ต่างไปจากเมืองอื่นในประเทศก็แล้ว หรือรัฐบาลทุกชุดที่เคยมีมาต่างเทงบประมาณของประเทศลงไปที่เมืองแห่งนี้มากที่สุดก็แล้ว แต่ปัญหาเดิมๆ ของกรุงเทพฯ ก็ไม่เคยคลี่คลายลงไปได้
งบประมาณของประเทศที่เทใส่ลงไปในกรุงเทพฯ จึงกลายเป็นเรื่องถมไม่เต็มและทำลายเศรษฐกิจประเทศอย่างเรื้อรัง ซึ่งทั้งที่รู้ว่าไม่มีทางแก้ไขปัญหาได้ด้วยวิธีนี้ แต่ก็ยังพยายามดันทุรังแก้ไขกันด้วยวิธีการเดิมๆ ไม่เปลี่ยนแปลง โดยไม่คำนึงถึงต้นเหตุที่ทำให้ผู้คนและปัญหาหลั่งไหลถาโถมเข้าใส่กรุงเทพฯ เพื่อแก้ไขที่ต้นเหตุกันแม้แต่น้อย
ต้นเหตุที่ทำให้ประชากรทุกภาคของประเทศหลั่งไหลกันเข้ากรุงเทพฯ เพราะไม่มีใครพยายามสร้างเมืองอื่นให้เติบโตขึ้นมาเทียบเคียงกับกรุงเทพฯ ได้ รายได้ต่อหัวของประชากรก็ไม่สามารถเทียบเคียงกันได้ สาธารณูปโภคพื้นฐานก็ต่างกันราวฟ้ากับดิน
คนไทยสองคนที่เรียนจบมาจากสถานศึกษาแห่งเดียวกัน คนหนึ่งได้งานภาคเอกชนทำในกรุงเทพฯ ด้วยวุฒิปริญญาตรี ทำให้เริ่มต้นด้วยเงินเดือนหนึ่งหมื่นสองพันบาท อีกคนหนึ่งหวนกลับไปยังบ้านเกิดเพื่อทำงานรับใช้แผ่นดิน กลับได้รับค่าจ้างเพียงแค่เดือนละไม่ถึงแปดพันบาท
ในขณะที่คนซึ่งได้รับเงินเดือนมากกว่าสามารถเติมน้ำมันรถได้ในราคาลิตรละสามสิบบาท คนที่รับเงินเดือนแปดพันบาทกลับต้องเติมน้ำมันรถ ในอัตราค่าน้ำมันบวกค่าขนส่งถึงลิตรละสามสิบห้าบาทหรือกว่านั้น แถมยังต้องจ่ายค่าไฟฟ้าน้ำประปาที่กะปริดกะปรอยด้วยราคาต่อหน่วยสูงกว่าคนในกรุงเทพฯ
เจ็บไข้ได้ป่วยก็ยังได้รับการบริการทางการแพทย์ด้วยเครื่องมือที่ล้าสมัยกว่า แล้วอย่างนี้ใครที่ไหนจะไม่ยอมหลั่งไหลเข้ามาแออัดในเมืองกรุง สร้างภาระให้แก่รัฐในการที่ต้องเอาเงินงบประมาณมาละลายในเรื่องที่แก้ไขไม่ได้ แทนที่จะนำไปกระจายความเจริญเพื่อดึงคนออกไปยังเมืองอื่นๆ ให้มากขึ้น เศรษฐกิจของประเทศไทยที่ต้องอาศัยกรุงเทพฯ เมืองของเทพยดา จึงเป็นเศรษฐกิจชนิดหัวโตขาลีบไปอย่างช่วยไม่ได้ครับ
พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ



