ข่าว

ชี้เออีซีดันรายได้เกษตรเพิ่มน้อย7อุตฯกระทบหลังลดภาษี-ห่วงปีหน้าเสรีภาคบริการ

ชี้เออีซีดันรายได้เกษตรเพิ่มน้อย7อุตฯกระทบหลังลดภาษี-ห่วงปีหน้าเสรีภาคบริการ

26 ส.ค. 2552

ม.หอการค้าไทยระบุผลจากเออีซีกระทบ 7 อุตฯ หลังลดภาษีเหลือ 0% ขณะที่ครัวเรือนภาคเกษตรได้รับประโยชน์ค่อนข้างน้อย ประเมินรายได้เพิ่มขึ้นแค่ 23 บาท ส่วนนอกภาคเกษตรรายได้เพิ่มขึ้น 118 บาท ห่วงความพร้อมปีหน้าเปิดเสรี 5 กลุ่มบริการ

นายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลการศึกษาถึงผลกระทบของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ที่จะเริ่มตั้งแต่ปี 2553-2558 ต่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) และภาคครัวเรือนไทย ว่ากลุ่มอุตสาหกรรมที่จะได้รับผลกระทบจากการลดอัตราภาษีเหลือ 0% ได้แก่ กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม กลุ่มเคมีภัณฑ์ ยาง พลาสติก กลุ่มผลิตภัณฑ์ไม้ กลุ่มปิโตรเคมี กลุ่มเหมืองแร่ และกลุ่มเหล็กและโลหะ

 ส่วนผลกระทบต่อรายได้ของครัวเรือนไทย พบว่ากลุ่มครัวเรือนนอกภาคเกษตรจะได้รับประโยชน์จากเออีซีมากกว่ากลุ่มครัวเรือนในภาคเกษตร โดยรายได้รวมเฉลี่ยในภาคเกษตรช่วง 6 ปีข้างหน้า เพิ่มขึ้น 1,428 บาทต่อปี ในส่วนนี้เป็นรายได้เฉลี่ยต่อเดือนที่เป็นผลจากเออีซีเพิ่มขึ้น 23 บาทต่อเดือน ขณะที่รายได้นอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น 3,380 บาท รายได้เฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นจากผลของเออีซี 118 บาทต่อเดือน

 อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ ในปี 2553 จะมีการเปิดเสรีภาคบริการ 5 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ กลุ่มท่องเที่ยว กลุ่มการบิน กลุ่มสุขภาพ กลุ่มสารสนเทศ (ไอซีที) และกลุ่มโลจิสติกส์ โดยใน 4 กลุ่มแรกนั้น จะเปิดเสรีให้นักลงทุนจากอาเซียนเข้ามาถือหุ้นในภาคธุรกิจของไทยได้ถึง 70% และกลุ่มสุดท้ายเปิดให้ถือหุ้นได้ 51% ซึ่งธุรกิจบริการที่อยู่ใน 5 กลุ่มใหญ่นี้มีจำนวนมากถึง 205 ธุรกิจ ดังนั้น จึงต้องดูว่ากลุ่มต่างๆ เหล่านี้มีความพร้อมมากน้อยแค่ไหน

 “จากผลศึกษาทำให้ตั้งคำถามว่า ขณะนี้ประเทศไทยมีความพร้อมหรือยังสำหรับการก้าวไปสู่การเป็นเออีซีที่ในอีก 6 ปีข้างหน้าไทยจะมีฐานการผลิตรวมและเป็นตลาดเดียวกันกับอาเซียน ซึ่งจะกระทบชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยทั้งหมด หากขณะนี้เราไม่ได้มีการเตรียมตัวอะไรเลยก็เชื่อว่าไทยจะเสียประโยชน์มากกว่าได้ แต่เชื่อว่าไทยยังมีโอกาสที่จะได้รับประโยชน์จากตรงนี้อยู่เช่นกัน” นายอัทธ์กล่าว

 ส่วนข้อเสนอแนะนั้น ในระดับนโยบายควรจะจัดทำยุทธศาสตร์ด้านองค์ความรู้ เพื่อสร้างความเข้าใจแก่ทุกภาคส่วน ให้ปรับตัวได้ทัน กำหนดแนวทางสำหรับกลุ่มธุรกิจต่างๆ ภายใต้ข้อตกลงของเออีซี ผลักดันให้การอำนวยความสะดวกด้านการค้าตามแนวชายแดนของประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้านมีประสิทธิภาพมากขึ้น