
คนไทยใจหนึ่งเดียวถวายอาลัยในหลวง ร.9
ประชาชนเดินทางเข้าถวายสักการะพระบรมศพอย่างต่อเนือง
วันที่ 31 มกราคม สำนักพระราชวังได้สรุปยอดรวมประชาชน ที่เดินทางมาสักการะพระบรมศพ เมื่อวันที่ 30 มกราคม หลังปิดการขึ้นกราบสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในเวลา 21.10 น. ว่า มีจำนวนทั้งสิ้น 35,808 คน รวม 89 วัน มียอดสะสม 3,905,114 คน และมีประชาชนถวายเงินเพื่อร่วมบำเพ็ญพระราชกุศล 3,227,486 บาท รวม 89 วัน เป็นเงินทั้งสิ้น 329,039,778.09 บาท
วันนี้สำนักพระราชวัง เปิดประตูวิเศษไชยศรี พระบรมมหาราชวัง ตั้งแต่เวลา 04.50 น.ให้ประชาชนเข้าไปรอขึ้นกราบสักการะพระบรมศพ โดยตลอดทั้งวันมีพสกนิกรทั้งจากกรุงเทพฯ และจังหวัดต่างๆ อาทิ ร้อยเอ็ด ยโสธร นครราชสีมา กาญจนบุรี ตาก กำแพงเพชร ปราจีนบุรี ระยอง หนองคาย พิจิตร พิษณุโลก แพร่ แม่ฮ่องสอน สงขลา ฯลฯ เดินทางมาเข้าแถวรอเข้ากราบสักการะพระบรมศพอย่างต่อเนื่องด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น หลายคนปักหลักรอด้วยความอดทน และเป็นที่สังเกตว่าตั้งแต่หลังช่วงปรใหม่ การเข้าแถวรอคิวมีความสะดวกรวดเร็วขึ้น จากเดิมที่รอเฉลี่ย 8-10 ชม. เหลือเพียง 2-5 ชม.เท่านั้น
รศ.ดร.ปรีดา บุญ-หลง
รศ.ดร.ปรีดา บุญ-หลง อาจารย์ประจำภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตัวแทนคณะเจ้าภาพบำเพ็ญกุศล กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงอุทิศพระวรกายทำประโยชน์เพื่อคนไทยมหาศาล คำว่า “ยั่งยืน” ของพระองค์ ช่วยให้คนไทยและเกษตรกรสามารถอยู่อย่างผาสุกได้ ด้วยสายพระเนตรอันกว้างไกล ทรงเลี่ยงตำราฝรั่งแต่ใช้พระปรีชาสามารถทำให้คนไทยเลี้ยงชีพได้ จากผลจากการสำรวจ เกษตรกรไทยร้อยละ 80 มีหนี้สิน ถ้าทำการเกษตรแบบเดิมเราอาจไปไม่รอด แต่ถ้ายึดแนวทางของพระองค์ทำเกษตรอินทรีย์ ปลอดสารเคมีในการเพาะปลูก ก็จะอยู่รอดอย่างยั่งยืน ซึ่งความยั่งยืนนั้น เราต้องไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม
“ในหลวง ร.9 ทรงช่วยคนที่รากฐานจริงๆ เพียงแต่จะทำตามหรือไม่ เวลาไปฟังเกษตกรที่ทำการเกษตรโดยยึดแนวทางของท่าน จะเห็นว่าพวกเขาอยู่รอดได้สบายๆ พวกเรามีหน้าที่สอนเรื่องการทำเกษตรอินทรีย์มา 10 กว่าปีแล้ว สมัยนั้นคนยังไม่เห็นความสำคัญ แต่เดี๋ยวนี้พวกนิสิตต่างสนใจกันมากขึ้น เพราะเห็นตัวอย่างว่าทำแล้วมีประโยชน์ต่อสุขภาพไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และในระยะยาวก็อยู่ได้อย่างยั่งยืน” อาจารย์ประจำภาควิชาพฤกษศาสตร์
นางสมพิศ กฤษณวรรณ และลูกๆ
นางสมพิศ กฤษณวรรณ อายุ 73 ปี ชาวกรุงเทพฯ พร้อมลูกสาว นางศรวณีย์ ตรีทรงเกียรติ อายุ 50 ปี และ น.ส.ตุลย์วดี กฤษณวรรณ อายุ 48 ปี กล่าวเคล้าน้ำตาคลอเบ้าว่า เดินทางจากบ้านย่านลาดพร้าวมาเข้าคิวรอภายในท้องสนามหลวงตอนตี 5 และได้เข้ากราบสักการะพระบรมศพเวลา 10 โมง มาเป็นครั้งแรก แม้จะมีอาการปวดแข้งขาด้วยโรคชรา แต่ก็แข็งใจเดินเอง ค่อยๆ ไป ยังไหว ไม่อยากนั่งรถเข็นวิลแชร์ เพราะไม่อยากไปเอาเปรียบใคร ไว้ให้คนที่เขาลำบากกว่าเราดีกว่า ระหว่างที่กราบท่านรู้สึกตื้นตันใจมาก เสียดายที่ใช้เวลาสั้นไปหน่อย อยากซึมซับบรรยากาศนานๆ เพราะท่านทรงเป็นต้นแบบของประชาชน โดยเฉพาะเรื่องความกตัญญูต่อสมเด็จย่า และพี่น้องของท่าน ทุกวันนี้พร่ำสอนลูกหลานว่าความกตัญญูจะนำพาให้เจริญรุ่งเรือง อยากให้ลูกหลานทุกคนทำตามแบบนี้
นางสด๊ะ เส็มชูชูติ
นางสด๊ะ เส็มชูชูติ สมาชิกกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร ต.ลำไพล อ.เทพา จ.สงขลา กล่าวว่า เดินทางมาพร้อมกับคณะเทศบาล ต.ลำไพล รวม 90 คน เดินทางมาเป็นครั้งแรกรู้สึกเสียใจมากและใจหายที่ในหลวง ร.9 เสด็จสวรรคตแล้ว ที่ผ่านมาพระองค์ท่านให้การดูแลช่วยเหลือชาวไทยมุสลิมเยอะมากและช่วยเหลือมาโดยตลอด ซึ่งที่ อ.เทพา มีศูนย์เศรษฐกิจพอเพียง มีเจ้าหน้าที่เข้าไปอบรมให้ความรู้และอาชีพต่าง ๆแก่สมาชิกกลุ่มแม่บ้านฯและราษฎร์ อาทิ สอนการเย็บผ้า ทำกระเป๋าผ้า ทำผ้าใยบัว ดอกไม้จันทน์ เลี้ยงสัตว์ เป็ด-ไก่-ปลา ปลูกพืช-ผัก ทำให้ประชาชนมีอาชีพ มีรายได้สามารถเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณกำแพงแก้ว ซึ่งเป็นทางออกจากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้นำวารสารที่ระลึกโอกาสครบ 125 ปี วันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก และครบ 25 ปี รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล จำนวน 20,000 เล่ม มามอบให้สำนักพระราชวังนำไปแจกจ่ายให้ประชาชนที่มาสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เนื่องในวันพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปี 2559



