
แนะรื้อโครงสร้างภาษีเหล้าลดบริโภค
นักวิชาการแนะรื้อโครงสร้างภาษีสรรพสามิตสุรา หลังมุ่งเน้นสร้างรายได้แต่กลับไม่ช่วยลดการบริโภคลง ส่งผลให้รายได้ภาษี 1 บาททำให้รัฐต้องจ่าย 2 บาท เพื่อดูแลสุขภาพประชาชนและสังคม
นายนิพนธ์ พัวพงศกร ประธานสถาบันเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวบรรยายเรื่อง "โครงสร้างภาษีสุรา:ผลกระทบต่อการหลบเลี่ยงภาษี-รายรับและการบริโภคสุรา ในงานสัมมนาหัวข้อ "สุรา โภคภัณฑ์ที่ไม่ธรรมดา" โดยเสนอให้มีการปรับปรุงโครงสร้างภาษีสรรพสามิตสุราและกำหนดวัตถุประสงค์ใหม่ คือ ลดความเสียหายของการบริโภคแทนการแสวงหารายได้สูงสุด เพราะโครงสร้างเดิมที่ให้สัมปทานเอกชนทำให้เกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม โครงสร้างใหม่จะต้องลดการใช้ดุลพินิจและการบิดเบือนราคา
สำหรับข้อเสนอโครงสร้างภาษีใหม่คือ 1.สุราทุกชนิดจะต้องเสียภาษีตามสภาพหรือตามปริมาณแอลกอฮอล์ ในอัตราที่ใกล้เคียงต้นทุนเพื่อลดการบิดเบือนโครงสร้างภาษี 2.ปรับอัตราภาษีตามสภาพทุก 4-5 ปี 3.เหล้าขาวก็ควรเสียภาษีตามสภาพในอัตราที่เท่ากันกับอัตราสุราอื่นๆ รัฐไม่ควรสนับสนุนคนจนและคนชนบทด้วยภาษีต่ำ 4.อาจกำหนดอัตราภาษีพิเศษ เฉพาะโรงงานชุมชนขนาดเล็ก เช่น ผลิตสุราไม่เกิน 30 ดีกรี และต้องไม่หนีภาษี และ 5.มีภาษีฟุ่มเฟือยอัตราก้าวหน้าที่ใช้ราคาขายปลีกเป็นฐานภาษี
"โครงสร้างภาษีสุราไม่เป็นทิศทางเดียวกันหรือจัดเก็บไม่เท่ากันทั้งที่เป็นสินค้าประเภทเดียวกัน เช่น เบียร์ชนิดเดียวกันแต่ถูกจัดเก็บ 3-4 กลุ่ม ทำให้ฐานภาษีต่างกัน ก่อให้เกิดปัญหาการใช้ดุลพินิจ หรือสุราชนิดเดียวกัน แต่จัดให้อยู่ต่างประเภทกัน ทำให้เอกชนหันไปผลิตสุราชนิดใหม่ที่มีฐานภาษีต่ำ หรือมีการแจ้งราคาหน้าโรงงานและราคานำเข้าในอัตราต่ำ และทำให้เกิดการหนีภาษีอย่างกว้างขวาง
ด้านนายบัญชร ส่งสัมพันธ์ นักวิชาการภาษี กรมสรรพสามิตกล่าวยอมรับว่า โครงสร้างภาษีสรรพสามิตสุราในปัจจุบันยังต้องมีการปรับปรุง เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งในแง่ของรายได้ และลดการบริโภค ภายใต้หลักการที่ว่า สินค้าชนิดเดียวกัน ควรเก็บภาษีในอัตราเดียวกัน ทั้งนี้ ปัจจุบันการจัดเก็บภาษีสุราคิดเป็น 4% ของรายได้รัฐทั้งหมด หรือประมาณ 9 หมื่นล้านบาท แม้ว่าเศรษฐกิจไทยจะตกต่ำ แต่การจัดเก็บรายได้จากภาษีสรรพสามิตสุรา ก็ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี แต่ภาษีที่มีการจัดเก็บทุก 1 บาท แต่รัฐต้องจ่ายออกไป 2 บาท เพื่อดูแลสุขภาพและสังคมของประชาชน



