
ชู “เจแปนโมเดล” ติวเข้มเอสเอ็มอีไทย
กระทรวงอุตฯ เดินหน้าเสริมแกร่งเอสเอ็มอีไทย สานต่อความร่วมมือเอสเอ็มอาร์เจของญี่ปุ่น จับคู่ธุรกิจเอสเอ็มอี 2 ประเทศ
นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรมได้ลงนามความร่วมมือกับองค์การเพื่อวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมและนวัตกรรมภูมิภาคแห่งประเทศญี่ปุ่น (เอสเอ็มอาร์เจ) ซึ่งจะเน้นความร่วมมือในด้านสำคัญ เช่น ความต้องการให้ผู้ประกอบการไทยและญี่ปุ่นจับคู่ธุรกิจกันในปริมาณมากขึ้น เพื่อให้เกิดการต่อยอดอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี โดยอาจจะใช้กลไกกองทุน 2 หมื่นล้านบาทของรัฐบาลเข้ามาช่วยสนับสนุนตามแนวทางกลไกประชารัฐเพื่อให้เกิดการลงทุนมากขึ้น
ทั้งนี้ ในประเทศญี่ปุ่นมีการใช้แพลตฟอร์มออนไลน์สำหรับเอสเอ็มอีอยู่แล้วคือ เจกู๊ดเทค โดยมีผู้ประกอบการญี่ปุ่นเข้าร่วมประมาณ 4,000 ราย และจากต่างประเทศ 2,500 ราย ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นของประเทศไทย 1,000 ราย ขณะที่การเข้าไปมีส่วนร่วมในแพลตฟอร์มดังกล่าวทำให้เกิดโอกาสมากมายในการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน ดังนั้น คงจะต้องหารือกับกระทรวงที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อผลักดันผู้ประกอบการไทยให้เข้าร่วมมากขึ้น คาดว่าน่าจะเห็นผลเป็นรูปธรรมในปีนี้
สำหรับการลงนามระหว่างกระทรวงอุตสาหกรรมและเอสเอ็มอาร์เจครั้งนี้เป็นความร่วมมือต่อเนื่องจากปี 2557 โดยช่วงที่ผ่านมาก็ได้มีการพัฒนาผู้ประกอบการเอสเอ็มอีร่วมกันผ่านหลายกิจกรรมแล้ว เช่น การแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับนโยบายและแผนงานการส่งเสริมเอสเอ็มอี จัดให้มีการติดต่อเชื่อมโยงและประสานการเจรจาธุรกิจ สนับสนุนข้อมูลระหว่างกันและกัน การศึกษาดูงาน นอกจากนี้ ยังได้ให้พื้นที่ผู้ประกอบการไทยที่มีนวัตกรรมเข้าร่วมงานเอสเอ็มอี แฟร์ ณ กรุงโตเกียว และนครโอซากา ประเทศญี่ปุน โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย
“เอสเอ็มอาร์เจ ได้เตรียมสร้างหลักสูตรนักวินิจฉัยเพื่อพัฒนาเอสเอ็มอี การจัดทำข้อมูลของผู้ประกอบการในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ผ่านเว็บไซต์ของเจกู๊ดเทค เพื่อประโยชน์ในการสืบค้นข้อมูลซึ่งกันและกัน การจัดตั้งศูนย์บริการธุรกิจอุตสาหกรรมของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ กสอ. ที่นำรูปแบบการดำเนินงานของเอสเอ็มอาร์เจมาปรับใช้เพื่อให้บริการข้อมูลสารสนเทศและบริการปรึกษาแนะนำเบื้องต้นทางด้านธุรกิจอุตสาหกรรม” นายอุตตม กล่าว
ด้านนายฮิโรชิ ทาคาดะ ประธานเอสเอ็มอาร์เจ กล่าวว่า เอสเอ็มอาร์เจจะเน้นขยายความร่วมมือในระดับภูมิภาคอาเซียนมากขึ้น เนื่องจากเป็นตลาดที่กำลังเติบโตและมีศักยภาพ โดยการใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ซึ่งความร่วมมือที่ตกลงร่วมกันนี้จะทำให้เกิดประโยชน์กับทั้งสองประเทศ โดยปัจจุบันธุรกิจเอสเอ็มอีออนไลน์ประเภทธุรกิจถึงผู้บริโภค(บีทูซี) มูลค่า 12 ล้านล้านเยน หรือประมาณ 36 ล้านล้านบาท ขณะที่การค้าประเภทธุรกิจต่อธุรกิจยังไม่มีการรวบรวมตัวเลขที่ชัดเจน
ขณะที่นายพสุ โลหารชุน อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า ความร่วมมือดังกล่าวประเทศไทยจะได้ถอดแบบการพัฒนาเอสเอ็มอีของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศชั้นนำของโลกในการพัฒนาเอสเอ็มอี อันจะส่งผลให้นโยบายและการดำเนินงานของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม สอดคล้องและมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยคาดว่าในปี 2560 จะสามารถส่งเสริมเอสเอ็มอีในภาพรวมทั้งประเทศได้หลายหมื่นราย



