ข่าว

‘ดอกเบี้ย’ ต้องรู้

‘ดอกเบี้ย’ ต้องรู้

30 ม.ค. 2560

คอลัมน์ เงินทองต้องรู้ โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]

 

         เรื่องเงินๆ ทองๆ ที่ควรรู้อีกประการในขณะนี้ คือ พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2560 นั้น มีผลบังคับใช้แล้ว หลังจากประเทศไทยใช้ พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 ซึ่งเป็นฉบับเก่ามายาวนานถึง 85 ปี

         เหตุผลในการประกาศใช้ พ.ร.บ.ฉบับนี้ เนื่องจาก พ.ร.บ.ฉบับเก่าบังคับใช้มาเป็นเวลานาน ทําให้บทบัญญัติใน พ.ร.บ. ดังกล่าวไม่เหมาะสม และสอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน ขณะที่การให้กู้ยืมเงินที่มีการเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา หรือการเรียกเอาประโยชน์อย่างอื่นนอกจากดอกเบี้ยก็ยังคงเกิดขึ้นเป็นจํานวนมาก สมควรปรับปรุงกฎหมาย ว่าด้วยการห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราให้เหมาะสมยิ่งขึ้น จึงจําเป็นต้องตรา พ.ร.บ.นี้ขึ้น

         สาระสำคัญใน พ.ร.บ.ฉบับใหม่ ระบุว่า บุคคลใดให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงิน หรือกระทําการใดๆ อันมีลักษณะเป็นการอําพราง การให้กู้ยืมเงิน โดยมีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 แสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ

         หนึ่ง เรียกอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ สอง กำหนดข้อความอันเป็นเท็จในเรื่องจำนวนเงินกู้หรือเรื่องอื่นๆ ไว้ในหลักฐานการกู้ยืม หรือตราสารที่เปลี่ยนมือได้ เพื่อปิดบังการเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด หรือ สาม กำหนดจะเอาหรือรับเอา ซึ่งประโยชน์อย่างอื่น นอกจากดอกเบี้ย ไม่ว่าจะเป็นเงิน หรือสิ่งของ หรือโดยวิธีการใดๆ จนเห็นได้ชัดว่า ประโยชน์ที่ได้รับนั้นมากเกินส่วนอันสมควรตามเงื่อนไขแห่งการกู้ยืมเงิน

         ประเด็น คือ “แล้วอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้” อยู่เท่าไหร่ ในเฟซบุ๊กของศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (ศคง.) อธิบายว่า ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กำหนดให้เรียกเก็บดอกเบี้ยไม่เกิน 15% ต่อปี แต่นอกจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แล้ว ยังมีกฎหมายฉบับอื่นที่เกี่ยวข้องกับดอกเบี้ย เช่น พ.ร.บ.ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน พ.ศ. 2523 ที่กำหนดให้สถาบันการเงิน ตามพ.ร.บ.ดอกเบี้ยฯ คิดดอกเบี้ยจากผู้กู้ยืมได้สูงกว่า 15% ต่อปี ซึ่งธนาคารพาณิชย์ ผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ และผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ ได้รับการประกาศให้เป็นสถาบันการเงินตาม พ.ร.บ.ดอกเบี้ยฯ โดยธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงการคลัง ได้กำหนดเพดานของดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมให้สถาบันการเงินและผู้ประกอบการธุรกิจเรียกเก็บได้ แยกเป็นกรณี ดังนี้

         กรณีบัตรเครดิต เรียกเก็บดอกเบี้ย ค่าบริการต่างๆ หรือเบี้ยปรับรวมแล้วไม่เกิน 20% ต่อปี นอกจากนี้ หากมีการเบิกถอนเงินสดจากบัตรเครดิต ผู้ใช้บัตรจะเสียค่าธรรมเนียมการเบิกถอนเงินสด ซึ่งผู้ออกบัตรเครดิตเรียกเก็บได้ไม่เกิน 3% ของจำนวนเงินที่ถอนออกมา และอาจมีภาษีมูลค่าเพิ่มด้วยอีก 7% ของยอดค่าธรรมเนียมการเบิกถอนเงินสด อย่างไรก็ดี หากจ่ายเต็มจำนวนและตรงเวลา จะไม่เสียดอกเบี้ย

         กรณีสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ เรียกเก็บดอกเบี้ย ค่าบริการต่างๆ หรือเบี้ยปรับรวมแล้วไม่เกิน 28% ต่อปี และกรณีสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ เรียกเก็บดอกเบี้ย ค่าบริการต่างๆ หรือเบี้ยปรับรวมแล้วไม่เกิน 36% ต่อปี อย่างไรก็ตาม ดอกเบี้ยค่าปรับค่าธรรมเนียมเหล่านี้ ยังไม่รวมค่าติดตามทวงถามหนี้ ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดให้คิดตามที่จ่ายจริง

         ศคง.แจ้งด้วยว่า หากพบว่า ธนาคารปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม หรือไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่แจ้งให้ทราบ และต้องการร้องเรียน ก็สามารถดำเนินการได้โดยร้องเรียนปัญหาที่เกิดขึ้นไปที่คอลล์ เซ็นเตอร์ของธนาคารนั้นๆ ก่อน หากธนาคารไม่มีการชี้แจงกลับมา หรือใช้ระยะเวลานานเกินไป สามารถร้องเรียนเป็นลายลักษณ์อักษร โดยส่งรายละเอียดมาที่ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน และระบุ ชื่อ ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ที่สามารถติดต่อได้ พร้อมแนบสำเนาบัตรประชาชน ซึ่งสามารถเลือกส่งได้ทั้งทางเว็บไซต์ www.1213.or.th หัวข้อ “การร้องเรียน” หรือส่งทางจดหมายมาที่ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย เลขที่ 273 ถนนสามเสน แขวงวัดสามพระยา เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200

         มาถึงตรงนี้ ต้องแยกพิจารณา พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2560 เป็น 2 ส่วน ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสถาบันการเงินที่ถูกควบคุมโดยกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย ก็เป็นไปตามที่ ศคง.อธิบายไว้ยาวเหยียด ทั้งเรื่องอัตราเพดาน การผิดนัด และการร้องเรียน ซึ่งส่วนใหญ่ตรงนี้ไม่ใช่ปัญหา และที่ผ่านมาก็ไม่เคยเห็นการร้องเรียนการเรียกเก็บเกินไปกว่าที่กฎหมายกำหนด ยกเว้นเรื่องการติดตามทวงหนี้ที่ละเมิดสิทธิของลูกหนี้ที่มักพบบ่อยๆ

         ปัญหาที่พบบ่อยและนอกเหนือการควบคุม คือ ส่วนของหนี้นอกระบบ ที่เจ้าหนี้นอกระบบคิดดอกเบี้ยได้ตามอำเภอใจ บางรายปล่อยกู้ดอกร้อยละยี่สิบ (ไม่ใช่ต่อปี แต่เป็นต่อเดือน) บางรายปล่อยแบบดอกลอย ใช้หนี้ยังไงเท่าไหร่ เงินต้นก็ไม่มีวันหมด ดังนั้น จะว่าไปแล้ว พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2560 ที่มีผลบังคับใช้ในขณะนี้ จึงน่าจะมีเป้าหมายไปจัดการดูแลแก้ปัญหาหนี้นอกระบบเสียมากกว่าจะมุ่งไปที่หนี้ในระบบ

         ในกรณีที่ลูกหนี้ถูกเอารัดเอาเปรียบจากเจ้าหนี้นอกระบบ ไม่ต้องร้องเรียนไปที่แบงก์ชาติ แต่สามารถร้องเรียนได้ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล สำนักงานอัยการจังหวัด ศูนย์ดำรงธรรม หรือศูนย์รับแจ้งการเงินนอกระบบ โทร.1359

         ต้องชื่นชมความพยายามของรัฐในการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ แต่เรื่องที่น่าเศร้าก็คือ เคยคุยกับลูกหนี้เหล่านี้มานับครั้งไม่ถ้วน เกือบทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ถ้าร้องเรียนแล้ว ต่อไปมีปัญหา จะไปขอกู้กับใครได้ เพราะไม่มีปัญญาจะไปกู้กับสถาบันการเงินในระบบอยู่แล้ว เจ้าหนี้นอกระบบนี่แหละที่เป็นที่พึ่งพิง แบบน้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่ามาตลอด ชีวิตของคนเป็นหนี้นอกระบบจึงกลายเป็นหนังม้วนเก่าฉายซ้ำๆ อยู่แบบนั้น

         เมื่อชีวิตเดินเข้าสู่วงโคจรของหนี้นอกระบบแล้ว “แก้ไขยาก” ดังนั้น ทางที่ดีจึงต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเองเป็นการป้องกันไว้ก่อน

         วันก่อนเพิ่งเจอลูกหนี้แบงก์รัฐ 2 ราย รายแรกเป็นหนี้ 9 แสนบาท อีกรายเป็นหนี้ 1.9 แสนบาท จำนวนหนี้ก้อนโตของสองรายนี้ ถ้าเป็นหนี้นอกระบบ รับรองว่า ชีวิตนี้ยากที่จะเห็นแสงสว่าง ดังนั้น เมื่อเป็นหนี้แบงก์รัฐก็ยังถือว่า “โชคดี” แต่สิ่งที่ต้องดิ้นรน ก็คือ ต้องหารายได้เพิ่ม เพื่อหาทางชำระหนี้ให้มากที่สุด หรืออย่างน้อยที่สุดก็เพื่อประคองสถานภาพความเป็นลูกหนี้ของสถาบันการเงินของรัฐไว้ เพราะถ้ารายได้ยังเท่าเดิม ความสามารถในการชำระหนี้มีแต่จะลดลง แต่ถ้าถึงจุดที่จ่ายหนี้จนน็อกรอบ จะกู้แบงก์เพิ่มก็ไม่ได้แล้วเพราะกู้เสียจนชนเพดาน สุดท้าย ลูกหนี้ก็จะถูกผลักให้ไปกู้นอกระบบ
หาทางเพิ่มรายได้ พยายามลดรายจ่าย เร่งชำระหนี้สิน สูตรสำเร็จมีแค่นี้จริงๆ