ข่าว

ประชาชนทั่วสารทิศถวายสักการะพระบรมศพ

ประชาชนทั่วสารทิศถวายสักการะพระบรมศพ

30 ม.ค. 2560

ประชาชนตื้นตันหลังเข้ากราบพระบรมศพเบื้องหน้าพระบรมโกศ ในหลวง ร.9

      ประชาชนทั่วสารทิศถวายสักการะพระบรมศพ

    บรรยายกาศภายในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งเปิดให้ประชาชนเข้าถวายสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ภายในพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เป็นวันที่ 89 ยังคงมีประชาชนจากทั่วประเทศแต่งกายด้วยชุดดำสุภาพมาเข้าแถวรอถวายสักการะพระบรมศพอย่างต่อเนื่อง โดยเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังได้เปิดประตูให้เข้าตั้งแต่เวลา 04.45 น.

ประชาชนทั่วสารทิศถวายสักการะพระบรมศพ

     นางเพ็ญศรี อุ้ยทอง

    นางเพ็ญศรี อุ้ยทอง อายุ 51 ปี ชาว อ.พระแสง จ.สุราษฎร์ธานี มากราบถวายสักการะพระบรมศพเป็นครั้งที่ 3 กล่าวว่า วันนี้ถือว่ารอไม่นาน เพราะเริ่มต่อแถวเวลา 07.00 น. ได้ขึ้นกราบพระบรมศพเวลา 08.00 น. ทั้งนี้ตัวเองเดินทางมาคนเดียว ตั้งใจจะกราบพระบรมศพพระองค์ให้ได้ เพราะสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อชาวอำเภอพระแสง โดยฟังคำบอกเล่าจากรุ่นพ่อรุ่นแม่บอกว่า แต่ก่อนที่ อ.พระแสง การเดินทางยากลำบากมาก สัญจรได้แต่ทางเรือเท่านั้น จนในหลวง ร.9 และพระราชินี เสด็จฯ ไปที่ จ.สุราษฎร์ฯ ทรงทอดพระเนตรถึงความยากลำบากของประชาชน จึงได้พระราชทานรถแทร็กเตอร์ให้ 1 คันเพื่อทำถนน ทำให้ปัจจุบันการสัญจรไปมาสะดวก และมีประชากรเข้าไปอยู่อาศัยเป็นจำนวนมาก ซึ่งทุกวันนี้ทางอ.พระแสงได้จัดเป็นนิทรรศการจัดแสดงรถแทร็กเตอร์และพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อชาวอ.พระแสง อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวน้อมนำคำสอนของพระองค์มาใช้อยู่แล้ว อาทิ การประหยัดอดออม การปลูกพืชผักสวนครัวเพื่อบริโภคภายในครัวเรือน ขณะเดียวกันจากนี้ตั้งใจจะทำความดี เพื่อตัวเอง สังคม และประเทศชาติต่อไป

ประชาชนทั่วสารทิศถวายสักการะพระบรมศพ นางสาวนงลักษณ์ อันเวียง (กลาง)

     น.ส.นงลักษณ์ อันเวียง อายุ 45 ปี ชาวจังหวัดเพชรบูรณ์ ที่ย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ ร่วม 30 ปี โดยเดินทางมาช่วงเวลา 09.00 น. และต่อแถวเพียงชั่วโมงกว่า กล่าวว่า เนื่องจากเป็นวันหยุดตรุษจีนของบริษัทจึงได้เดินทางมากราบพระบรมศพในวันนี้ ทั้งๆ ที่ตั้งใจอยากมานานแล้วหลังจากที่ได้มาแสดงความจงรักภักดีต่อพระองค์ท่านในวันสุดท้ายที่ไม่มีพระองค์ท่านแล้วในวันที่ 14 ต.ค.2559 ซึ่งวันนี้ถือว่าโชคดีมากใช้เวลาไม่นาน ทั้งๆ ที่ได้เตรียมตัวเตรียมใจมาแล้ว เพราะก่อนหน้านี้เพื่อนที่มาต้องรอร่วม 12 ชม. จึงถือว่าเป็นฤกษ์งามยามดี บรรยากาศก็สบายไม่ร้อนมาก

     “เมื่อได้ย่างก้าวขึ้นกราบรู้สึกดีใจที่ได้มีโอกาสใกล้ชิดพระองค์ท่านสักครั้งหนึ่งในชีวิต ทั้งนี้เพราะเรารักท่านมากเปรียบเสมือนพ่อของแผ่นดินที่ทรงงานทุกอย่างเพื่อประชาชนไม่เพียงในถิ่นทุรกันดาร แต่ในเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ พระองค์ก็ทรงไม่ละทิ้ง ทรงสร้างบึงมักกะสันบำบัดน้ำเสีย ทรงมีพระราชดำริจัดสร้างสะพานพระราม 8 สะพานภูมิพล ถนนพระบรมราชชนนี แก้ไขปัญหาการจราจร ซึ่งเป็นเส้นทางที่ตัวเองใช้สัญจรเป็นประจำ ทำให้เห็นว่าโครงการที่ได้พระราชทานมานั้นทรงสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้แก่ประชาชนทุกคน ตัวเองจึงได้ตั้งจิตและยึดหลักคำสอนของพระองค์มาใช้แม้จะเป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของพระองค์ท่าน แต่ก็จะทำให้ดีที่สุดเท่าที่ความสามารถของตัวเองจะทำได้ในเรื่องของความไม่เอาเปรียบผู้อื่น การมีน้ำใจ ช่วยเหลือต่อผู้ด้อยโอกาส” น.ส.นงลักษณ์ กล่าว

ประชาชนทั่วสารทิศถวายสักการะพระบรมศพ

นางอุษา ขัมพานนท์-นายพิเชษฐ์ อนุศาสนนันท์

     ด้านสองสามีภรรยาข้าราชการบำนาญนายพิเชษฐ์ อนุศาสนนันท์ วัย 80 ปี และนางอุษา ขัมพานนท์ วัย 77 ปี ได้ออกเดินทางจากบ้านที่มหาชัย จังหวัดสมุทรสาคร โดยทั้งคู่ได้นั่งรถไฟจากสถานีมหาชัยตอน 06.00 น. และมาถึงที่ท้องสนามหลวงเมื่อตอน 08.00 น. แล้วได้กราบสักการะพระบรมศพบนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทเมื่อเวลา 11.00 น. สองสามีภรรยากล่าวด้วยน้ำเสียงตื้นตันว่า การมาสักการะพระบรมศพครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรก เนื่องด้วยอายุมากแล้วสุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง จึงไม่สามารถมาต่อแถวได้ครั้งละหลายชั่วโมง จึงตัดสินใจมาวันนี้เพราะคนไม่ค่อยเยอะเหมือนเมื่อช่วง 100 วันที่ผ่านมา วินาทีแรกที่ได้สักการะพระบรมศพ ความปลื้มปิติความตื้นตันก็เอ่อล้นขึ้นมาทันที ทุกวันนี้นอกจากจะเดินตามรอยพระราชปณิธานของในหลวงรัชกาลที่ 9 ในด้านความพอเพียงใช้ชีวิตอย่างเพียงพอ อดออม ปลูกผักสวนครัวไว้รับประทานเองที่บ้านแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ทำเป็นประจำหลังจากที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จสวรรคตคือ การเป็นเจ้าภาพร่วมสวดอภิธรรมถวายพระบรมศพ ที่วัดป้อมวิเชียร จ.สมุทรสาคร

   “เราในฐานะที่เป็นอดีตข้าราชการ คือคนของพระราชา และทุกวันนี้ถึงแม้จะเป็นข้าราชการบำนาญกันแล้ว มีเพียงสิ่งเดียวที่เราจะสามารถทำเพื่อเป็นการถวายความจงรักภักดีแด่พระองค์ ท่านได้ คือการเป็นเจ้าภาพร่วมสวดพระอภิธรรมถวาย โดยก่อนหน้านี้ครอบครัวเราเป็นเจ้าภาพร่วมสวดพระอภิธรรม ที่วัดป้อมวิเชียร เป็นประจำจนครบ 100 วัน และทุกวันนี้ก็เป็นเจ้าภาพสวดพระอภิธรรมถวายทุกวันขึ้น 15 ค่ำ จนกว่าจะถึงถวายพระเพลิงพระบรมศพ” สองสามีภรรยา กล่าว

     นางสาวมาเรียม วิเศษรัตน์ พนักงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง เผยหลังจากเข้าถวายสักการะพระบรมศพว่า มีความตั้งใจที่จะมากราบพระบรมศพอย่างน้อยหนึ่งครั้ง และเมื่อมีโอกาสจึงได้มาเข้าคิว ซึ่งด้วยการทำงานของเจ้าหน้าที่ ทำให้การรอคิวราบรื่น ใช้เวลาเพียงไม่นาน

   “เมื่อได้เข้าไปบนพระบรมมหาราชวัง ได้เห็นพระบรมโกศอยู่ตรงหน้าความรู้สึกตื้นตัน ไม่ต่างไปจากการไปนอนเฝ้ารอรับเสด็จที่บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า เมื่อครั้งที่เสด็จออกมหาสมาคม สีหบัญชร พระที่นั่งอนันตสมาคม ที่อยากเป็นส่วนหนึ่งให้พระองค์ทรงเห็นว่า ประชาชนรักพระองค์มากแค่ไหน แม้พระองค์จะไม่ได้อยู่กับเราแล้ว แต่จะทรงอยู่ในใจของเราและคงได้ส่งต่อเล่าให้ลูกหลานฟังต่อไป” นางสาวมาเรียมกล่าวด้วยน้ำเสียงตื้นตันใจ

     คุณยายแดง ไม่ทราบนามสกุล อายุ 72 ปี พักอาศัยอยู่ในย่านปิ่นเกล้า เล่าว่า ตัวเองมากราบพระบรมศพเกือบยี่สิบครั้งแล้ว แต่ละครั้งที่มาไม่สามารถอธิบายได้ รู้แต่ว่าต้องมาเหมือนเป็นความผูกพัน ในหลวงรัชกาลที่ 9 ไม่เคยทอดทิ้งประชาชน ตัวเองในฐานะพสกนิกรคนไทยจึงพยายามจะมาถวายความจงรักภักดีต่อในหลวงให้ได้ทุกวันเช่นกัน

     “ครั้งแรกเพื่อนๆ ชวนกันมา แต่ครั้งหลังๆ มาเองคนเดียวก็มาได้ บางวันต้องไปทำธุระเวลานั่งรถผ่านสนามหลวงมองมาที่เต็นท์หากเห็นว่าประชาชนไม่มากนักก็จะรีบกลับบ้านอาบน้ำแต่งตัวและกลับมาต่อแถวเข้าถวายสักการะพระบรมศพ อย่างที่บอกว่ามีความรู้สึกว่าผูกพันกับพระองค์ท่าน เพราะท่านไม่เคยทอดทิ้งประชาชนแม้เพียงสักวันเดียว จนถึงวันนี้ก็ยังรู้สึกว่าพระองค์ท่านไม่ได้ไปไหนยังอยู่กับประชาชนคนไทยตลอดไป และถ้าถามว่ายึดแนวคำสอนข้อไหนของพระองค์เป็นพิเศษหรือไม่ ต้องบอกว่า คงเป็นข้อที่ยึดหลักธรรมะเหมือนอย่างที่พระองค์ท่าน ทรงปฏิบัติตามคำสอนพระพุทธเจ้า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความสันโดษ ตรงกับความพอเพียง ส่วน พรหมวิหาร 4 ก็เป็นเรื่องของความเมตตา หรือ อิทธิบาท 4 เป็นต้น” คุณยายแดงกล่าว

     ทั้งนี้สำนักพระราชวังได้สรุปยอดรวมประชาชน ที่เดินทางมาสักการะพระบรมศพ เมื่อวันที่ 29 ม.ค. หลังสำนักพระราชวัง ปิดไม่ให้ประชาชนเข้าพระบรมมหาราชวัง เพื่อขึ้นกราบสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในเวลา 21.00น. ว่า มีจำนวนทั้งสิ้น 36,508 คนรวม 88 วันมี 3,869,306คนและมีประชาชนถวายเงินเพื่อร่วมบำเพ็ญพระราชกุศลเป็นเงิน 4,507,827 บาทรวม 88 วัน เป็นเงินทั้งสิ้น 325,812,292.09 บาท