ข่าว

เปิดใจ! เจ้าของฟาร์มหมูป่วยลึกลับ

เปิดใจ! เจ้าของฟาร์มหมูป่วยลึกลับ

30 ม.ค. 2560

เจาะลึกคนเลี้ยงหมู โดนจ้างให้ยาโคลิสตินผสมในอาหารทุกวัน ขาดทุนแถมป่วยหนักกินยาฉีดยาไม่หาย หมอตรวจไม่เจอโรค

 

            หลังจากทีมข่าว “คม ชัด ลึก” เปิดโปงการลักลอบการซื้อขายยาเถื่อน “โคลิสติน” ในฟาร์มหมู ซึ่งเป็นตัวแพร่ยีนดื้อยาสายพันธุ์ใหม่ “เอ็มซีอาร์-1” โดยมีงานวิจัยยืนยันการพบยีนดื้อยาเอ็มซีอาร์-1 ในพื้นที่เลี้ยงหมูสำคัญ 3 จังหวัดของไทย ได้แก่ นครปฐม ราชบุรี และชลบุรี ล่าสุด เจ้าของฟาร์มหมูในนครปฐมออกมาเปิดเผยถึงอาการป่วยลึกลับและกลวิธีการจ้างให้เกษตรกรใช้ยาโคลิสตินผสมในอาหารหมู 

            นายสิทธิชัย สุขสมบูรณ์ เกษตรกรเจ้าของฟาร์มหมูแห่งหนึ่งในนครปฐม ให้สัมภาษณ์ถึงประสบการณ์ป่วยทุกข์ทรมานโดยไม่ทราบสาเหตุของตนเอง ซึ่งมั่นใจว่า เกี่ยวกับการให้ยาปฏิชีวนะผสมในอาหารหมูอย่างต่อเนื่องหลายปี โดยย้อนไปในอดีตว่า ครอบครัวเลี้ยงหมูมานานกว่า 70 ปี ตั้งแต่สมัยรุ่นปู่ย่าสืบทอดมาถึงรุ่นพ่อและแม่ หลังจากเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เมื่อปี 2527 ก็ช่วยทำงานในฟาร์มหมูของครอบครัว

            จนกระทั่งช่วงปี 2530 เริ่มขยายกิจการจากเลี้ยงเองขายเองไม่กี่ร้อยตัวไปเป็นฟาร์มแบบมีพันธสัญญา หรือคอนแทรคฟาร์มมิ่ง มีเถ้าแก่มาชักชวนให้สร้างคอกหมูขนาดใหญ่ขึ้น เถ้าแก่สัญญาว่าจะออกเงินค่าซื้อลูกหมูและอาหารหมูให้ก่อน เมื่อเลี้ยงหมูโตประมาณ 6-7 เดือน มีข้อตกลงว่าเถ้าแก่จะรับซื้อ โดยได้กำไรตัวละพันกว่าบาท จึงเริ่มขยายคอกเป็นขนาด 400-500 ตัว และเพิ่มจำนวนเป็นเกือบ 1,000 ตัว มีคนงานในฟาร์ม 20-30 คน พอเลี้ยงไปสักพักหมูเริ่มป่วยท้องร่วงหรือโรคอื่นๆ บ่อยขึ้น

 

เปิดใจ! เจ้าของฟาร์มหมูป่วยลึกลับ

 

            เมื่อจำนวนหมูป่วยเพิ่มมาขึ้น สิทธิชัยต้องหาวิธีรักษาทั้งยากินและยาฉีด จนกระทั่งประมาณปี 2535 ก็มีบริษัทใหญ่แนะนำยาพวกกลุ่มซัลฟา เพื่อรักษาโรคทางเดินอาหารกับโรคปอด และมีเจ้าหน้าที่จากบริษัทขายยาสัตว์แห่งหนึ่งแนะนำให้ใช้ยาปฏิชีวนะลักษณะเป็นผง ผสมกับอาหารให้หมูกินทุกวัน ราคาถุงละเกือบ 1 หมื่นบาทต่อ 20 กิโลกรัม มีทั้งยาโคลิสติน ยาอะม็อกซีซิลลิน ซึ่งต้องซื้อครั้งละหลายถุง จ่ายเงินไม่ต่ำกว่าเดือนละ 1 แสนบาท เพื่อนำยามาผสมในอาหารให้หมูกินทุกวันเพื่อป้องกันหมูติดโรค โดยสัดส่วนการให้ยาที่บริษัทขายยาแนะนำคือ ยาประมาณ 1 กิโลกรัมต่ออาหาร 1 ตัน

            “ผมต้องผสมยาผงกับอาหารหมูเองทุกวัน เพราะยาผงแพง กลัวคนงานใส่เกินสัดส่วนที่กำหนด ตอนนั้นก็ผสมไปเรื่อยๆ ทุกวัน ก็สังเกตว่ามีฝุ่นของผงยาคลุ้งในอากาศ ผมก็เริ่มใส่หน้ากากผ้า ตอนนั้นเริ่มมีอาการป่วย เป็นไข้บ่อยๆ ปวดเมื่อยเนื้อตัวเป็นประจำ ปวดตามข้อ ช่วงแรกไปหาหมอกินยาไม่กี่วันก็หาย แต่ตอนหลังกินไม่ค่อยหาย เป็นนานหลายวันติดๆ กัน หมอให้ยาแก้อักเสบมากินก็ไม่หาย ไปหาหมอจ่ายค่ายาเดือนละเป็นหมื่นบาท หมอก็ยังหาสาเหตุไม่เจอ ไม่รู้เป็นโรคลึกลับอะไร รู้สึกปวดมากๆ ตอนหลังทุกครั้งที่ไปหาหมอต้องกินยาและฉีดยาเข้าที่ก้น เดือนละไม่ต่ำกว่า 2 ครั้ง” นายสิทธิชัยกล่าว

 

เปิดใจ! เจ้าของฟาร์มหมูป่วยลึกลับ

 

            นายสิทธิชัยกล่าวต่อว่า เวลาผ่านไปประมาณ 3-4 ปี ราคาหมูที่เคยขายเถ้าแก่เริ่มราคาตกลง ได้กำไรน้อยลงเรื่อยๆ ทำบัญชีตัวเลขต้นทุนเลี้ยงหมู 1 ตัว เมื่อคำนวณค่าลงทุนอาหารและยาไม่ต่ำกว่า 4-5 พันบาท มีบริษัทมารับซื้อแค่ 4 พันกว่าบาท ช่วงนั้นที่ฟาร์มไม่มีทางเลือกต้องอดทนขาดทุนไปเรื่อยๆ จนกระทั่งายยอดขาดทุนรวมกว่า 8 ล้านบาท

            เมื่อขายหมูตามวิธีของเถ้าแก่แล้วไม่ได้กำไรและเริ่มเป็นหนี้สิน จึงตัดสินใจศึกษาหาวิธีเลี้ยงหมูแบบใหม่หรือแบบปลอดสารพิษ แบบไม่ใช้ยาหรืออาหารผสมสารเคมีต่างๆ เพื่อลดต้นทุน โดยปรับลดจำนวนเลี้ยงหมูจากคอกละ 40 ตัว มาเป็นคอกละ 15 ตัว ทำให้หมูมีที่วิ่งเล่น ได้ออกกำลัง รวมถึงการเปลี่ยนสูตรอาหารที่ใช้ยาโคลิสตินกับยาต่างๆ ผสมลงไปในอาหาร ก็เปลี่ยนเป็นหยวกกล้วย ใบเตย น้ำตาลทรายแดง รำ ข้าวโพด ถั่วเหลือง ปลาป่นผสมกันหลายชนิด หากมีหมูป่วยก็จะนำออกจากคอกไปกำจัดทิ้ง โดยไม่ใช้ยาอย่างเด็ดขาด

            “ช่วงแรกที่มาเลี้ยงหมูปลอดสารพิษ เลิกใช้ยา ก็ยังไม่ได้นึกถึงเกี่ยวกับร่างกายตัวเอง จนกระทั่งเลิกใช้ยาไปสักปีกว่า ค่อยเริ่มรู้ตัวว่า ช่วงนี้เราไม่ได้ไปหาหมอบ่อยๆ เหมือนแต่ก่อน ที่ต้องไปหาหมอเดือนละไม่ต่ำกว่า 2 ครั้ง เลยสงสัยว่าน่าจะเกี่ยวกับพวกยาหรือสารเคมีที่ผสมอาหารให้หมูกินแน่ๆ ผมเกือบตายเพราะยาพวกนี้แล้ว ตอนนี้อยากเตือนเกษตรกรที่ผสมผงยาในอาหารให้หมูกิน อย่าคิดว่าแค่ใช้ผ้าปิดปากก็พอแล้ว เพราะผงยาพวกนี้อาจฟุ้งกระจายในอากาศ แล้วร่างกายเราสูดดมเข้าไป เกษตรกรที่ใช้ยาในฟาร์มหมูเยอะๆ บางคนก็ป่วยแบบผม บางคนก็ไม่เป็นไร เพราะร่างกายคนเราไม่เหมือนกัน แต่ผลระยะยาวผมก็ไม่รู้เหมือนกัน” นายสิทธิชัยกล่าว

เปิดใจ! เจ้าของฟาร์มหมูป่วยลึกลับ

อ่านต่อ..“คนเลี้ยงหมู” เหยื่อ MCR-1 ยีนพันธุ์ใหม่

     

            ผู้สื่อข่าวสอบถามไปยังผู้เชี่ยวชาญด้านการดื้อยา ศ.นพ.วิษณุ ธรรมลิขิตกุล คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล โครงการวิจัยและพัฒนาการควบคุมและป้องกันการดื้อยาต้านจุลชีพในประเทศไทย สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ได้รับคำอธิบายว่า กรณีของเจ้าของฟาร์มหมูข้างต้นนั้น มีอาการเป็นไข้ ปวดเมื่อยเนื้อตัวและปวดตามข้อนั้น อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุด้วยกัน ส่วนจะเกี่ยวข้องกับการดื้อยาโคลิสตินหรือยาอะม็อกซีซิลลินหรือไม่ต้องมาตรวจร่างกายหาเชื้อดื้อยาอย่างละเอียด

            “แต่การตรวจร่างกายคนในฟาร์มหมูควรตรวจภายในหนึ่งปีที่ยังสัมผัสกับยาปฏิชีวนะที่ให้เป็นอาหารสัตว์ แต่หากเลิกสัมผัสยาไปนานแล้วอาจตรวจไม่พบเชื้อดื้อยา ตอนนี้มีงานวิจัยที่กำลังทำเกี่ยวกับการสำรวจจำนวนผู้เลี้ยงหมูที่มีเชื้อดื้อยาในภาคกลาง แต่งานวิจัยยังไม่เสร็จ ทำให้ยังไม่เห็นตัวเลขที่ชัดเจน

            ปกติคนจะติดเชื้อดื้อยาในฟาร์มเลี้ยงหมูได้ 2 วิธี คือ 1.จากการกินเนื้อหมูที่ปรุงไม่สุกเข้าร่างกายโดยตรง แล้วเชื้อโรคที่ดื้อยายังไม่ตายก็อาจเข้าสู่ร่างกายคนกินได้ 2.เกิดจากการปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมของฟาร์มหมู เมื่อคนไปสัมผัสอาจนำเชื้อเข้าสู่ร่างกายได้ เช่น มือไปจับโดนเชื้อดื้อยาที่ติดอยู่ในมูลสัตว์ แล้วไม่ล้างมือให้สะอาดก่อนหยิบอาหารเข้าปาก เชื้อจะติดเข้าร่างกายไปด้วยทันที”

            สำหรับยาโคลิสตินที่ทั่วโลกกำลังเฝ้าระวัง เพราะทำให้เกิดยีนแบคทีเรียดื้อยาสายพันธุ์ใหม่ “เอ็มซีอาร์-1” โดยส่วนหนึ่งแพร่ระบาดจากฟาร์มเลี้ยงสัตว์ที่มีการใช้ยาอย่างผิดวิธีนั้น ศ.นพ.วิษณุกล่าวว่า ขณะนี้ประเทศไทยมีปัญหาการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างไม่เหมาะสมและการใช้โดยไม่มีเหตุจำเป็นทำให้เชื้อแบคทีเรียพัฒนาตัวเองสามารถต้านทานยานั้นได้ มีการแพร่กระจายในกลุ่มผู้ใช้ยาและสู่สภาพแวดล้อม ทำให้ยาที่มีอยู่ไม่สามารถรักษาโรคทำให้คนติดเชื้อดื้อยาอาจเสียชีวิตได้ และการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างไม่เหมาะสมในฟาร์มเลี้ยงสัตว์อาจทำให้เชื้อดื้อยาแพร่กระจายสู่สิ่งแวดล้อม และเกิดผลกระทบต่อสุขภาพของคนและสัตว์อย่างถ้วนหน้า

            “ตอนนี้กรมปศุสัตว์กำลังมีนโยบายควบคุมการใช้ยาโคลิสติน ซึ่งเป็นยาสำคัญตัวสุดท้ายในการรักษาเชื้อดื้อยา โคลิสตินถือเป็นยาอันตราย กฎหมายกำหนดต้องขายในร้านที่มีเภสัชกรประจำเท่านั้น แต่ตอนนี้อาจมีการวางขายทั่วไป ต้องคอยดูว่ากรมปศุสัตว์จะพิจารณาออกกฎระเบียบใหม่เพื่อควบคุมปัญหานี้อย่างไร” ศ.นพ.วิษณุกล่าว

             จากข้อมูล “แผนยุทธศาสตร์การจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพประเทศไทย พ.ศ.2560–2564” ระบุว่า ประเทศไทยพบปัญหาการดื้อยาที่สำคัญจากเชื้อแบคทีเรียที่เป็นปัญหาในการเลี้ยงสัตว์และในอาหาร เช่น “อี โคไล” (E.coli) “แคมไพโลแบคเตอร์” (Campylobacter) และ ”ซาลโมเนลลา” (Salmonella) ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรียดื้อยาทำให้ทางเลือกในการรักษามีจำกัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากดื้อต่อยาปฏิชีวนะกลุ่ม “โคลิสติน” (colistin) และ ”คาร์บาพีเนม” (carbapenem) กลุ่มยาด่านสุดท้ายในการรักษาการติดเชื้อแบคทีเรียดื้อยา

            โดยผลสำรวจแหล่งน้ำนิ่งของฟาร์มหมูพบเชื้อดื้อยาสูงกว่าตัวอย่างน้ำจากลำคลองและน้ำจากบ่อเลี้ยงกุ้งและบ่อเลี้ยงปลา ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีข้อมูลและยังไม่มีการประเมินความเสี่ยงหรือผลกระทบของการใช้ยาต้านจุลชีพในวงกว้าง รวมทั้งข้อมูลเกี่ยวกับการกำจัดยาต้านจุลชีพก่อนออกสู่สิ่งแวดล้อมที่อาจส่งผลกระทบมาสู่สุขภาพคนและสัตว์

เปิดใจ! เจ้าของฟาร์มหมูป่วยลึกลับ

            ทั้งนี้ ข้อมูลข้างต้นยังระบุว่า ผลกระทบจากการดื้อยาต้านจุลชีพพบว่า ทั่วโลกมีคนเสียชีวิตจากการติดเชื้อดื้อยาประมาณปีละ 7 แสนคน และหากไม่มีการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ในปี 2593 หรืออีก 34 ปีข้างหน้า คาดว่าการเสียชีวิตจากเชื้อดื้อยาจะสูงถึง 10 ล้านคน โดยประเทศในแถบเอเชียจะมีคนเสียชีวิตมากที่สุด คือ 4.7 ล้านคน คิดเป็นผลกระทบทางเศรษฐกิจสูงถึง 3.5 พันล้านล้านบาท สำหรับประเทศไทย การศึกษาเบื้องต้นพบว่ามีการติดเชื้อแบคทีเรียดื้อยาประมาณปีละ 8.8 หมื่นคน โดยเสียชีวิตประมาณปีละ 3.8-4.5 หมื่นคน

            หากเปรียบเทียบกับข้อมูลจากเว็บไซต์ “เอ็นอาร์ดีซี” (Natural Resources Defense Council : NRDC) องค์กรป้องกันทรัพยากรธรรมชาติของสหรัฐอเมริกา ระบุว่าชาวอเมริกาป่วยจากเชื้อแบคทีเรียดื้อยาปีละ 2 ล้านคน และเสียชีวิตประมาณ 2.3 หมื่นคน

 

เปิดใจ! เจ้าของฟาร์มหมูป่วยลึกลับ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง   “ฟาร์มหมู” ภัยเสี่ยง “ยีนดื้อยาสายพันธุ์ใหม่”