เมื่อวันที่ 29 ม.ค.2560 นับเป็นวันที่ 109 ของการเสด็จสวรรคต สำนักพระราชวังได้เปิดให้ประชาชนเข้าสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมิทรมหาภมูิพลอดุลยเดช อย่างต่อเนื่อง โดยผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศในวันนี้มีอาการค่อนข้างร่มรื่น และเนื่องจากเป็นวันหยุดจึงมีคณะหน่วยงานจากต่างจังหวัด และครอบครัวพาลูกหลานมากราบสักการะพระบรมศพเป็นจำนวนมาก
นางจิรัชฌา สินธ์คำ อายุ 37 ปี พนักงานเอกชนย่านพระราม 3 เผยว่า เดินทางมากราบสักการะพระบรมศพแล้ว 5 ครั้ง โดยใช้เวลาวันอาทิตย์ มารอต่อแถวตั้งแต่ตี 2 ทุกครั้งที่มีเวลาว่างมา แม้จะรอนานก็ไม่รู้สึกเหนื่อเลย เพราะคิดถึงท่านมาก
"พอคิดถึงในหลวง เราก็ไม่รู้จะทำยังไงเลยต้องมาที่นี่ มาอยู่ใกล้ๆ พระองค์ท่าน รู้ตัวอีกทีก็มา 5 ครั้งแล้ว เมื่อก่อนเคยไปรอรับเสด็จในวันสำคัญ แค่รถพระที่นั่งผ่านหน้าเราไปก็ปลื้มใจมากๆ แล้ว เรารักที่พระองค์ ตั้งใจช่วยเหลือประขาชนให้กินดีอยู่ดี ทรงให้โดยไม่มีข้อแม้เลย ยังมีอีกหลายคนที่บ้านต่างจังหวัดที่อยากมาหาพระองค์ แต่ยังไม่มีโอกาสมา ครั้งหลังๆ ที่เข้ามากราบพระบรมศพเวลาที่ได้ถุงข้าวพอเพียงกับพระบรมฉายาลักษณ์ ก็จะส่งให้ญาติๆ ที่ จ.อุดรธานี เก็บไว้ให้เป็นที่ระลึกและเป็นกำลังใจในการดำเนินชีวิตด้วย" จิรัชฌา กล่าว
นางตีรณี กำภู (ซ้ายสุด)
ด้านพยาบาล จากโรงพยาบาลเทพา จ.สงขลา นางตีรณี กำภู เผยว่าเดินทางมาพร้อม คณะแพทย์ บุคลากร อีก 40 กว่าคน โดยออกเดินทางมาตั้งแต่ตี 3 ตอนนั่งรถมารู้สึกเหนื่อยแต่พอได้เข้าไปยังพระที่นั่งก็หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง รู้สึกโล่งใจที่ได้เข้ากราบสำเร็จอย่างที่ตั้งใจ และน้อมอธิษฐานขอบคุณที่ทรงดูแลคนไทยมาตลอด ทรงมีพระอัจฉริยภาพ และความเพียรมากๆ ส่วนตัวนำเรื่องความพอเพียง มัธยัสถ์ ที่ทรงทำให้เราเห็นเสมอ มาปรับใช้ในชีวิตประจำวันให้มากที่สุด เพื่อความสุขที่ยั่งยืน
นางอุไร ชัยนอก อายุ 54 ปี จาก จ.สมุทรปราการ ตั้งเป้าไว้ว่าจะมากราบสักการะให้ครบ 9 ครั้ง เพื่อเป็นการน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและเป็นสิริมงคลในชีวิต ซึ่งวันนี้เป็นครั้งที่ 2 ที่มารอต่อแถว นานเท่าไหร่ก็รอได้ขอให้เข้ามากราบขอบารมีพระองค์ช่วยปกปักษ์รักษาคนไทยต่อไป
"ตอนมาครั้งแรกพอหยุดงานก็หาเวลามาเลย รอตั้งแต่เช้ามืดได้คุยกับคนที่พร้อมใจมารอด้วยกัน แม้ไม่รู้จักกันมาก่อนก็ดูแลกันดี อดทนจนได้เข้ากราบพร้อมกัน จนวันนี้ก็นัดกันมาอีกครั้งหนึ่ง ปลื้มใจและหายคิดถึงทุกครั้งที่ได้เข้ากราบพระบรมศพ ส่วนตัวชอบที่ทรงสอนให้เราพอเพียง มัธยัสถ์ และปฏิบัติให้เราเห็นจริง เราเอามาทำตามที่เราทำได้ไม่ถึงอด แต่รู้จักใช้ มีเหตุมีผลในการใช้จ่ายให้เป็นประโยชน์ ไม่ฟุ่มเฟือย " นางอุไรกล่าวน้ำตาคลอ
นับเป็นครั้งที่ 13 ที่นางลีลาวดี วรวงษ์ วัย 53 ปี จาก จ.สมุทรปราการ เดินทางมาสัักการะพระบรมศพ โดยใช้เวลาวันเสาร์หลังเลิกงานเดินทางมาปูเสื่อนอนรอใกล้ๆ พระบรมหาราชวัง เมื่อถึงเวลาตี 2-3 ของวันอาทิตย์ก็จะไปเข้าแถวรอสักการะพระบรมศพ โดยทำแบบนี้เป็นประจำเกือบทุกอาทิตย์ เจ้าตัวเผยว่ามาตั้งแต่วันที่เปิดให้เข้ากราบครั้งแรก จำได้ว่า ยืนตากฝน 5 ชั่วโมง ตากแดดอีก 7 ชั่วโมง จนได้เข้าไป ระหว่างรอเราให้กำลังใจตัวเอง กับคนรอบข้างว่า พระองค์ทรงก็เคยตากแดดตากฝนทำเพื่อเรามามาก มากกว่าที่เราเป็นอยู่ตอนนี้อีก ทำไมแค่นี้เราจะรอไม่ได้ คำนี้เป็นแรงผลักดันให้เราทำสำเร็จ แลักลับมาอีกหลายครั้ง
"ยังมีอีกเรื่องที่เราตั้งใจอยากจะมาบอกขอบคุณและตอบแทนพระองค์ท่านด้วย ย้อนไปเมื่อปี พ.ศ. 2521 น้ำท่วมที่บ้านเกิด จ.ขอนแก่น หนักมาก ตอนนั้นยังเรียนอยู่มัธยม น้ำพัดทำบ้านพัง ทรัพย์สมบัติหายไปหมด ครอบครัวต้องเริ่ม จากศูนย์กันเลย ส่วนตัวเองก็ไม่มีเงินเรียนต่อจนวันหนึ่งทางอำเภอน้ำเงินมาให้เรา 300 บาท บอกว่าเป็นเงินพระราชทานจากในหลวง เงินก้อนนั้นเป็นเงินก้อนใหญ่ก้อนแรกที่เราได้หลังน้ำท่วม จึงมีค่ามากๆ เหมือนเป็นเงินให้เราเริ่มต้นนับ 1 ใหม่ ด้วยขวัญกำลังใจที่ดีที่สุด ทุกวันนี้ไม่ลืมเลยว่าเราโตมา มีงานทำ มีครอบครัว มีชีวิตที่ดีก็เพราะเงินพระราชทาน ตั้งใจเสมอว่าจะต้องสอนลูกให้ได้เรียนสูงๆ มีงานที่ดี รู้จักทำประโยชน์เพื่อสังคม เพื่อตอบแทนน้ำใจ พระมหากรุณาธิคุณที่ทรงเมตตาให้เรามามากที่สุด" นางลีลาวดีกล่าวด้วยน้ำตา
นางกมลทิพย์ จันทร์อินทร์- นางอังคณา ทาตา
นางอังคณา ทาตา อายุ 43 ปี ชาวเขตธนบุรี กรุงเทพฯ มากราบถวายสักการะพระบรมศพแล้ว 11 ครั้ง มาพร้อมนางกมลทิพย์ จันทร์อินทร์ อายุ 47 ปี เดินทางมาจากบ้านพักย่านบางบอน กรุงเทพฯ ซึ่งมา
กราบถวายสักการะพระบรมศพเป็นครั้งแรก โดยนางอังคณา กล่าวว่า ส่วนตัวตั้งใจจะมาจนกว่าพระบรมในหลวง ร.9 ออกพระเมรุมาศ ไม่ได้ตั้งใจว่าต้องมากี่ครั้ง แค่ว่างก็มาแล้ว เพราะประทับใจและผูกพันกับพระองค์ เพราะเคยได้กราบแทบพระบาทตอนเด็กๆครั้งที่พระองค์เสด็จฯ แปรพระราชฐานพระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ จ.สกลนคร และเสด็จฯเยี่ยมประชาชน จำไม่ได้ว่าเหตุการณ์เป็นอย่างไรต่อ รู้แค่ว่าประทับใจพระองค์มากตั้งแต่นั้นมา จึงเป็นแรงบันดาลใจให้มากราบพระบรมศพอยู่บ่อยๆ ซึ่งมาแต่ละครั้งไม่เหมือนกัน บางครั้งได้เจอประชาชนร้องไห้ด้วยความรักพระองค์ ยิ่งเห็นเขาร้องก็ยิ่งประทับใจพระองค์ หรือผู้สูงอายุบางคนที่มากราบสักการะก็จะเล่าประสบการณ์และความประทับใจที่มีต่อในหลวง ร.9 อาทิ เคยได้รับเสด็จ อย่างไรก็ดี ปกติตัวเองจะเข้าวัดทำบุญถวายเป็นพระราชกุศลพระองค์อยู่ตลอดอยู่แล้ว แต่ในวันที่ 10-13 กุมภาพันธ์นี้ ตั้งใจจะบวชพราหมณ์ 3 วัน ณ วัดโนนม่วง อ.กันทรลักษณ์ จ.ศรีสะเกษ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลด้วย
ด้าน นางกมลทิพย์ กล่าวว่า รู้สึกประทับใจกับการมาครั้งแรก และตั้งใจจะกลับมากราบพระบรมศพอีกก่อนจะออกพระเมรุมาศ ทั้งนี้ ส่วนตัวจะติดตามพระองค์จากข่าวโทรทัศน์ ได้เห็นพระองค์เสด็จฯ ไปช่วยเหลือราษฎรในพื้นที่ต่างๆ อยู่ตลอด อีกทั้งพระราชทานคำสอน อาทิ การประหยัด ใช้จ่ายที่จำเป็น ซึ่งตัวเองได้น้อมนำมาใช้กับชีวิต พบผลลัพธ์ออกมาดี คือ ไม่จน ไม่ลำบาก ก็เป็นความประทับใจและภูมิใจที่ได้เกิดเป็นคนไทย อย่างไรก็ตามตัวเองทำบุญด้วยการใส่บาตรพระสงฆ์ทุกเช้า เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล
ทั้งนี้สำนักพระราชวังได้สรุปยอดรวมประชาชน ที่เดินทางมาสักการะพระบรมศพ เมื่อวันที่ 28 ม.ค. หลังสำนักพระราชวัง ปิดไม่ให้ประชาชนเข้าพระบรมมหาราชวัง เพื่อขึ้นกราบสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในเวลา 23.20น. จากกำหนดเดิมในเวลา 21.00น. เนื่องจากยังมีประชาชนเข้าแถวรอคิวกราบพระบรมศพ ในมณฑลพิธีสนามหลวงเป็นจำนวนมาก ว่า มีจำนวนทั้งสิ้น 52,194 คน รวม 87 วัน มี 3,832,798 คน และมีประชาชนถวายเงินเพื่อร่วมบำเพ็ญพระราชกุศลเป็นเงิน 3,819,716 บาท รวม 87 วัน เป็นเงินทั้งสิ้น 321,304,465.09 บาท