ข่าว

พ.ร.บ.มั่นคง-"ป้องปราม"หรือละเมิดสิทธิล่วงหน้า

พ.ร.บ.มั่นคง-"ป้องปราม"หรือละเมิดสิทธิล่วงหน้า

26 ส.ค. 2552

การนัดชุมนุมของ "แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ" (นปช.) หรือ "กลุ่มเสื้อแดง" ที่ประกาศจะล้อมทำเนียบรัฐบาล เพื่อกดดันให้รัฐบาลยุบสภาในวันที่ 30 สิงหาคมนี้ ทำให้รัฐบาลต้องเตรียมความพร้อมรับมือเต็มที่

 ที่ประชุม "คณะรัฐมนตรี" ได้อนุมัติให้ประกาศใช้ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 เพื่อควบคุมพื้นที่เขตดุสิต กทม. ในวันที่ 29 สิงหาคม-1 กันยายน มอบให้ "กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร" (กอ.รมน.) เป็นแม่งาน พร้อมตั้ง "สุเทพ เทือกสุบรรณ" รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง เป็นผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการสถานการณ์

 โดยอ้างเหตุผลความจำเป็นที่ "รัฐบาล" ต้องประกาศใช้ "พ.ร.บ.ความมั่นคง" เนื่องจากหน่วยข่าวของรัฐบาลหลายหน่วย ทั้งสภาความมั่นคงแห่งชาติ และตำรวจสันติบาล รายงานตรงกัน

 "มีกลุ่มๆ หนึ่งที่ไม่ต้องการให้รัฐบาลบริหารประเทศต่อไป อยากให้เกิดความรุนแรง โดยจะเข้ามาฉวยโอกาสสร้างสถานการณ์ แล้วโยนความผิดรัฐบาล ทำให้รัฐบาลหมดความชอบธรรมในการบริหารประเทศ นอกจากนี้หน่วยข่าวยังประเมินด้วยว่าจะมีผู้เข้าร่วมชุมนุมระดับหลายหมื่นคนแต่ไม่ถึงแสนคน"

 การประกาศใช้ "พ.ร.บ.ความมั่นคง" เป็นการรวบเอาอำนาจของกฎหมายต่างๆ เข้ามาใช้เพื่อให้เกิดการบริหารจัดการให้พื้นที่ที่ประกาศใช้ในครั้งนี้คือ "เขตดุสิต" จะมีการออกข้อกำหนดเรื่องการควบคุมการคมนาคม การเข้าออก การใช้อาวุธ หรือการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ หรือควบคุมการใช้อาคารสถานที่ต่างๆ

 ข้อปฏิบัติดังกล่าวย่อมส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของประชาชนที่จำเป็นต้องสัญจรในพื้นที่ดังกล่าว!

 ขณะที่บรรดา "นักวิชาการ" ออกมาแสดงความเห็นว่า การประกาศใช้ "พ.ร.บ.ความมั่นคง" ล่วงหน้าโดยที่ยังไม่รู้ว่าจะมีการชุมนุมหรือไม่เป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนหลายๆ อย่าง เช่น การเดินทาง การออกจากบ้าน รวมทั้งภาครัฐสามารถปิดกั้นข้อมูลข่าวสารได้ 

 จึงต้องดูในขั้นตอนการปฏิบัติว่า การประกาศใช้ "พ.ร.บ.ความมั่นคง" ครั้งนี้วัตถุประสงค์เพื่อเป็นการปราม-ป้องกัน หรือใช้วิธีการรุนแรง

 หากเป็นประเด็นหลัง รัฐบาลจะได้รับเสียงประณามอย่างแน่นอน ดังนั้นต้องใช้ความอดทนอดกลั้นต่อการยั่วยุของกลุ่มผู้ชุมนุม

 จากการให้สัมภาษณ์ของ "คุณพรทิพย์ จาละ" เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ที่ระบุว่าตามเงื่อนไขกฎหมายการประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง ต้องมีเหตุการณ์เกิดขึ้นก่อน ไม่ใช่ออกได้ตามที่เห็นสมควร และเพียงแค่การชุมนุมไม่ใช่เหตุที่จะออกประกาศฉุกเฉินหรือประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง จะต้องมีเหตุมากกว่านั้นที่จะกระทบต่อความมั่นคง

 หากวิเคราะห์จากคำให้สัมภาษณ์ของ "คุณพรทิพย์" การที่รัฐบาลต้องออก พ.ร.บ.ความมั่นคงคงต้องได้รับรายงานมาแล้วว่า การชุมนุมของคนเสื้อแดงครั้งนี้จะเกิดความรุนแรง และส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ

 จากการให้สัมภาษณ์ของ "จตุพร พรหมพันธุ์" ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย แกนนำเสื้อแดง ก็ยืนยันว่า ในวันที่ 30 สิงหาคมนี้ กลุ่มคนเสื้อแดงจะชุมนุมอย่างแน่นอน แม้รัฐบาลจะออกประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง เพราะมองว่าเป็นการประกาศใช้กฎหมายโดยมิชอบ และถือเป็นการยั่วยุเรียกให้คนเสื้อแดงออกมามากขึ้น

 อย่าลืมว่าประเทศที่ประกาศใช้ "พ.ร.บ.ความมั่นคง หรือ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน" จะส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของประเทศโดยเฉพาะเรื่องการลงทุน

 ทั้งที่ก่อนหน้านี้มีรายงานข่าวที่ระบุว่า ขณะนี้เริ่มมีบรรดานักลงทุนต่างชาติกลับเข้ามาลงทุนในไทยอีกครั้ง แต่หลังจากรัฐบาลประกาศใช้ "พ.ร.บ.ความมั่นคง" เชื่อว่าจะส่งผลกระทบต่อการลงทุนอย่างแน่นอน

 หากคิดในมุมของ "รัฐบาล" ถ้าหากประกาศใช้แล้วการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่กำลังจะดีขึ้นต้องหยุดชะงัก ถ้าไม่จำเป็นจะประกาศใช้ พ.ร.บ.ดังกล่าวหรือไม่

 ในทางกลับกันหากคิดในมุมของ "เสื้อแดง" หลังจากนำรายชื่อทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ก็ประกาศยกระดับการเคลื่อนไหว เพื่อกดดันให้รัฐบาลยุบสภา

 ลองหาคำตอบให้ได้ว่า "ทำไปเพื่ออะไร-ใครได้ประโยชน์-ผลเสียตกอยู่กับใคร"

 เกิดคำถามตามมาอีกว่า ทำไม "คนเสื้อแดง" ต้องมาชุมนุมในช่วงที่หลายหน่วยวิเคราะห์ว่า เศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว "ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณประจำปี 2553" กำลังเข้าสู่สภาในวาระ 2 และ 3 ซึ่งถือว่าใกล้จะเสร็จสิ้น ยังไม่รวม "ร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 4 แสนล้าน" ที่อยู่ระหว่างการพิจารณา 

 หากงบประมาณทั้งหมดที่ผ่านการพิจารณา "รัฐบาล" นำไปบริหารในพื้นที่ โดยเฉพาะต่างจังหวัด ตามนโยบายที่ได้หาเสียงไว้อย่างน้อยจะเพิ่มคะแนนนิยมต่อ "รัฐบาล" มากขึ้น

 และอาจส่งผลต่อการเลือกตั้งในอนาคตหาก "รัฐบาล" สามารถกลับเข้ามามีอำนาจในการบริหารงานอีกครั้ง

 คำถามใครเสียประโยชน์?

 เรื่องนี้ "แกนนำคนเสื้อแดงและผู้บงการอยู่เบื้องหลัง" รู้อยู่แก่ใจ ที่สำคัญการชุมนุมครั้งนี้แกนนำเสื้อแดงอาจจะต้องระวังหากทำการอะไรที่เกิดความวุ่นวายเกินขอบเขตที่ศาลอนุญาตให้ประกันตัว อาจจะถูกศาลถอนการประกันตัว และส่งผลให้ติดคุกได้!