
กฤษฎีกาแจงครม.ก่อนโหวตให้ตัวเองได้-ไม่ได้
กฤษฎีกา ส่งคำตอบคลายข้อข้องใจครม. ก่อนโหวตให้ตัวเองได้-ไม่ได้ แล้ว
(25ส.ค.) รายงานข่าวจากที่ประชุมครม.แจ้งว่าคุณพรทิพย์ จาละ เลขาธิการสำนักงานกคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้นำคำชี้แจงของกฤษฎีกาเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อชี้แจงต่อครม.กรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ทำบันทึกถึงกฤษฎีกาและขอความเห็นเรื่องการออกเสียงลงคะแนนของรัฐมนตรีที่เป็นส.ส.ตามมาตรา 177 วรรคสอง ว่าสามารถยกมือโหวตในสภาได้หรือไม่ ว่า 1.กรณีการออกเสียงลงคะแนนในเรื่องที่เกี่ยวกับการดำรงตำแหน่งของรัฐมนตรีที่เป็นส.ส. หมายถึงการลงคะแนนในกรณีที่จะเป็นผลกระทบต่อการดำรงอยู่หรือการจะสิ้นไปซึ่งการดำรงตำแหน่งของรัฐมนตรีนั้นๆ เช่น การลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 158 หรือการลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลตามมาตรา 159 ซึ่งเป็นกรณีที่การลงคะแนนนั้นจะเป็นผลให้รัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจต้องพ้นจากตำแหน่ง จึงเข้าข่ายที่รัฐมนตรีคนนั้นต้องห้ามมิให้ออกเสียงลงคะแนน และรวมถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจด้วย เพราะโดยผลของการลงคะแนนไว้วางใจหรือไม่ไว้วางใจนายกฯ จะมีผลทำให้ครม.ทั้งคณะยังคงดำรงตำแหน่งอยู่หรือต้องพ้นจากตำแหน่งไปด้วย รัฐมนตรีทั้งหมดที่เป็นส.ส.ย่อมต้องห้ามมิให้ออกเสียงลงคะแนนตามมาตรา 177 วรรคสอง
2. กรณีการออกเสียงลงคะแนนในเรื่องที่เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐมนตรีที่เป็นส.ส. รัฐธรรมนูญได้กำหนดบทบัญญัติเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐมนตรี หรือส.ส.ไว้หลายประการ เช่น การที่ส.ส.ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ส่วรวมของปวงชนชาวไทย โดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์ หรือการที่รัฐมนตรีต้องดำเนินการตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และนโยบายที่ได้แถลงไว้ และต้องรับผิดชอบต่อสภาฯ หรือแม้แต่ข้อจำกัดในการปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีครม.ชุดใหม่เข้ารับหน้าที่ กรณีเหล่านี้หากในการประชุมสภาฯ ได้พิจารณาในประเด็นที่ว่ารัฐมนตรีเป็นส.ส.ผู้ใดปฏิบัติหน้าที่โดยไม่เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ รัฐมนตรีผู้นั้นย่อมไม่สามารถออกเสียงลงคะแนนในฐานะที่เป็นส.ส.ได้
3. กรณีการออกเสียงลงคะแนนในเรื่องที่เกี่ยวกับการมีส่วนได้เสียของรัฐมนตรีที่เป็นส.ส.นั้น หมายถึงการมีส่วนได้เสียอันเกี่ยวกับประโยชน์ส่วนตน โดยไม่มุ่งหมายถึงส่วนได้เสียของหน่วยงานของรัฐที่รัฐมนตรีนั้นกำกับดูแลอยู่ เพราะโดยอำนาจหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดินนั้น รัฐมนตรีย่อมมีหน้าที่โดยตรงที่จะต้องดูแลรักษาประโยชน์ส่วนรวมของรัฐ ประชาชน และประโยชน์ของหน่วยงานที่ตนมีหน้าที่กำกับดูแลอยู่ โดยไม่อาจถือได้ว่าการดูแลรักษาประโยชน์นี้เป็นการมีส่วนได้เสียตามความหมายของรัฐธรรมนูญมาตรา 177 วรรคสอง ดังนั้นกรณีใดจะถือได้ว่าเป็นกรณีที่รัฐมนตรีมีส่วนได้เสียจึงจำเป็นต้องพิจารณาในข้อเท็จจริงเป็นรายกรณีไป
สำหรับการพิจารณาร่างกฎหมายที่เสนอโดยครม.นั้น การจะถือว่ารัฐมนตรีที่เป็นเจ้าของเรื่องมีส่วนได้เสียหรือไม่ จำเป็นต้องพิจารณาเนื้อหาและวัตถุประสงค์ของร่างกฎหมายนั้นเป็นสำคัญ กล่าวคือถ้าร่างกฎหมายนั้นมีเนื้อหาและวัตถุประสงค์ที่จะบังคับใช้เป็นการทั่วไป หรือเป็นไปเพื่อประโยชน์ในการบริหารราชการแผ่นดิน หรือรักษาความสงบเรียบร้อย หรือความมั่นคงของชาติหรือของสังคม หรือในทางเศรษฐกิจฯลฯ แม้ร่างกฎหมายนั้นจะมีผลกระทบต่อครม. หรือรัฐมนตรีในฐานะเป็นประชาชนหรือในฐานะผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาแห่งกฎหมายเช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป หรือประโยชน์โดยตรงต่อการบริหารงานของกระทรวงที่รัฐมนตรีผู้นั้นกำกับดูแลอยู่ ย่อมไม่อาจกล่าวได้ว่าครม.หรือรัฐมนตรีมีส่วนได้เสียในร่างกฎหมายนั้น เพราะประโยชน์นั้นเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมตามอำนาจหน้าที่ของตน โดยมิใช่เป็นประโยชน์ส่วนตนแต่ในบางกรณีแม้ว่าสาระสำคัญหรือวัตถุประสงค์ของร่างกฎหมายนั้นจะใช้บังคับเป็นการทั่วไป แต่รัฐมนตรีบางท่านอาจได้รับประโยชน์เป็นส่วนตนโดยตรงหรือโดยอ้อมได้ เช่น รัฐมนตรีหรือภริยาเป็นเจ้าของกิจการสุรา กรณีเช่นนี้ร่างกฎหมายที่เกี่ยวกับอัตราภาษีสุราหรือการดำเนินกิจการสุรา ย่อมก่อให้เกิดส่วนได้เสียโดยตรงหรือโดยอ้อมแก่รัฐมนตรีหรือภริยานั้นได้ การจะพิจารณาว่ารัฐมนตรีผู้ใดมีส่วนได้เสียในกรณีใดหรือไม่จึงจำเป็นต้องพิจารณาเป็นกรณีๆไป



