
จำเป็นต้องปรับ"ภาคการเกษตรไทย"
โดย - รศ.สมพร อิศวิลานนท์
ความเป็นพลวัตของโลกนั้นไม่หยุดนิ่ง มีการเปลี่ยนแปลงทั้งจากแรงกดดันด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ การรวมตัวกันของการเข้าสู่ประชาคมการค้าและนโยบายการค้าเสรี รวมถึงภาวะความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก ซึ่งแต่ละประเทศย่อมได้รับผลกระทบจากแรงกดดันในลักษณะที่แตกต่างกันไป
ประเทศไทยซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโลกและเศรษฐกิจโลกก็จะต้องปรับตัวและปรับเป้าหมายและทิศทางของการพัฒนาการเกษตรของประเทศ เพื่อให้สอดคล้องและก้าวทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคสมัยของการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นตามมาด้วยเช่นกัน
ภาคการเกษตรของไทยหากจะพิจารณาจากฐานสัดส่วนของผลิตภัณฑ์ประชาชาติซึ่งมีสัดส่วนอยู่เพียงร้อยละ 8.4 ก็ตาม แต่การเกษตรเป็นภาคการผลิตที่ถือครองทั้งที่ดินและแรงงานอยู่เป็นจำนวนมาก อีกทั้งในปัจจุบันภาคการเกษตรไทยได้สะท้อนให้เห็นว่าอยู่ในภาวะที่มีผลิตภาพของการผลิตต่ำและกำลังแข่งขันได้ยากยิ่งขึ้นกับภาคเศรษฐกิจอื่นๆ และรวมถึงการเป็นสินค้าส่งออก
โครงสร้างของภาคการเกษตรไทยในอดีตที่ผ่านมาได้ใช้ทรัพยากรของภาคการเกษตรส่วนใหญ่ไปในการผลิตข้าว เนื่องจากข้าวเคยเป็นพืชส่งออกที่ทำรายได้ให้กับประเทศเป็นอย่างมาก อีกทั้ง ข้าวเป็นพืชอาหารหลักของประชากรในประเทศและเอเชีย ในอดีตเป็นสินค้าที่ขาดแคลนไม่เพียงพอกับความต้องการของประชากรในหลายประเทศอยู่เนืองๆ
จากภาวะการขาดแคลนสินค้าข้าวในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองได้เป็นแรงส่งที่สำคัญอันนำไปสู่การพัฒนานวัตกรรมข้าวพันธุ์ไม่ไวแสงหรือ miracle rice เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 40 กว่าปีที่ผ่านมา และข้าวพันธุ์ดังกล่าวได้แพร่กระจายไปในแหล่งผลิตข้าวของประเทศต่างๆทั้งในเอเชียและในภูมิภาคอื่นๆอย่างรวดเร็ว โดยได้มีการเรียกนวัตกรรมนี้ว่าเป็นนวัตกรรมของการปฎิวัติเขียวที่ทำให้ผลผลิตข้าวต่อไร่เพิ่มขึ้นแล้วการเพาะปลูกข้าวได้หลายครั้งในรอบปี
อุปทานผลผลิตข้าวที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วขณะนั้น ส่งผลให้ภาวะการขาดแคลนข้าวซึ่งเป็นอาหารจานหลักหายไป ทั้งยังทำให้ประเทศที่เคยผลิตข้าวได้ไม่เพียงพอสามารถจะพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น ส่วนประเทศที่ผลิตข้าวได้เกินความต้องการก็มีอุปทานผลผลิตส่วนเกินเหลือเพิ่มมากขึ้น และต้องผลักดันผลผลิตส่วนเกินนั้นออกไปสู่ตลาดต่างประเทศ
จากเวทีการประชุมวิชาการของสมาคมนักเศรษฐศาสตร์เกษตรเอเชียซึ่งจัดขึ้นในประเทศไทยเมื่อประมาณสองอาฑิตย์ที่ผ่านมา ได้มีการกล่าวถึงประเด็นที่น่าสนใจไว้ว่า การพัฒนาการเกษตรของโลกในช่วงเกือบครึ่งศตวรรษที่ผ่านมาว่าทั้งในเอเชียและในส่วนต่างๆของโลก ได้เน้นให้ความสำคัญกับการพัฒนาในด้านธัญพืชมากเกินไป อันส่งผลให้เกิดอุปทานส่วนเกินในตลาดธัญพืชและนำไปสู่แนวโน้มการลดลงของราคาธัญพืชหากเทียบกับพืชในกลุ่มของผักผลไม้ พลังงาน และปศุสัตว์
อีกทั้ง ด้านพฤติกรรมของผู้บริโภคที่มีแนวโน้มหดตัวในการบริโภคอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตไปสู่ความต้องการด้านโปรตีนจากสัตว์และธาตุอาหารจากผักและผลไม้ อันเนื่องจากระดับรายได้ของประชากรที่เพิ่มขึ้นและเศรษฐกิจที่เมืองที่ขยายตัวออกไป ทำให้เป็นที่คาดการณ์กันว่าอุปสงค์ความต้องการอาหารจำพวกโปรตีนและการบริโภคจำพวกผักและผลไม้จะขยายตัวออกไป พร้อมกับได้มีการเสนอแนะให้มีการปรับโครงสร้างการเกษตรเพื่อให้สนองตอบกับอุปสงค์และพฤติกรรมการบริโภคของประชากรโลกที่เปลี่ยนแปลงไป
ดังนั้น การที่ประเทศไทยจะนำพาให้การเกษตรของไทยเกิด “ความมั่งคั่ง มั่นคง และยั่งยืน” ขึ้นได้ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปีข้างหน้า จึงมีความจำเป็นต้องปฎิรูปโครงสร้างการเกษตรของไทย ให้ทันกับความเป็นพลวัตของความต้องการอาหารโลกเสียแต่วันนี้



