ข่าว

สมชายแนะปธ.วุฒิชะลอส่งศาลรธน.กรณี3สว.

สมชายแนะปธ.วุฒิชะลอส่งศาลรธน.กรณี3สว.

25 ส.ค. 2552

"สมชาย แสวงการ”หนึ่งใน 16 ส.ว.ยื่นฟ้องคดีกกต.แนะปธ.วุฒิสภา ชะลอส่งเรื่องศาลรธน.เตือนระวังเกิดปัญหา หากศาลปกครองสูงสุด เห็นแย้งกกต. หลังศาลปกครองสูงสุด เลื่อนไต่สวน “ 3 ส.ว.” ร้องเพิกถอนวินิจฉัยสิ้นสภาพ หลังถูกตรวจสอบถือหุ้นสัมปทานรัฐ หลัง ส.ว. ติดประชุม ข

 เมื่อเวลา 15.00 น.วันที่ 25 ส.ค.นายวิชัย  ชื่นชมพูนุท  ตุลาการศาลปกครองสูงสุด เจ้าของสำนวน มีคำสั่งเลื่อนไต่สวน คดีหมายเลขดำ ฟ.40/2552 ฟ.41/2552 และ ฟ.42/2552 ที่นางพิกุลแก้ว  ไกรฤกษ์  ส.ว.พิษณุโลก , นายสุพจน์ เลียดประถม ส.ว.ตราด และ นายจิตติพจน์  วิริยะโรจน์  ส.ว.ศรีสะเกษ 3 ใน 16 ส.ว. ซึ่งถูกกกต.วินิจฉัยสิ้นสภาพความเป็นส.ว.เนื่องจากขาดคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 48 และ 265 (2) และ (4) เพราะถือหุ้นในบริษัทคู่สัญญาสัมปทานรัฐ ยื่นฟ้องกกต.เป็นผู้ถูกฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุด เมื่อเดือนก.ค.ที่ผ่านมา เรื่องพิพาทเกี่ยวกับการใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนินกิจการทางปกครองของ คณะกรรมการการเลือกตั้งฯไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ โดยผู้ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำวินิจฉัย กกต. ดังกล่าว และขอให้ศาลกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา ที่จะให้ประธานวุฒิสภาระงับการส่งเรื่องดังกล่าวไปยังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

 แต่ปรากฏว่าเมื่อถึงเวลานัดมีเพียงตัวแทน กกต. ซึ่งมอบหมายให้ พล.ต.ท.นพพร แสงสุวรรณ อนุกรรมการไต่สวนกรณีการถือครองหุ้นต้องห้ามของ 16 สว. ที่เป็นฝ่ายเสียงข้างน้อย , นายยงเกียรติ อดิเศรษฐกุล ผอ.สำนักกฎหมายและคดี และ พ.ต.ท.ธวัชชัย แสวงทรัพย์ ผอ. สำนักวินิจฉัยและคดี เข้าให้ถ้อยคำเดินทางมาศาล

 ขณะที่ฝ่าย ส.ว. มีเพียงนายจิตติพจน์ ส.ว.สรีสะเกษ เท่านั้นที่เดินทางมาศาล ส่วนนางพิกุลแก้ว ส.ว.พิษณุโลก และนายสุพจน์ ส.ว.ตราด มอบหมายให้ทนายยื่นหนังสือขอเลื่อนการเข้าชี้แจงโดยอ้างว่าติดภารกิจประชุมวุฒิสภา ได้ยื่นคำร้องต่อศาล ขอเลื่อน เนื่องจากยังไม่มีจัดเตรียมข้อมูลที่จะชี้แจง เพราะกำลังเตรียมตัวประชุมสภาร่วม ส.ส. และ ส.ว. ในวันศุกร์ที่ 28 ส.ค.นี้ ศาลพิจารณาแล้วจึงเลื่อนนัดไต่สวนวันนี้ออกไปก่อน โดยนัดคู่ความทั้งสองฝ่ายไต่สวนอีกครั้ง 12 ต.ค.นี้เวลา 13.30 น.

 ภายหลังนายจิตติพจน์ ส.ว.ศรีสะเกษ กล่าวว่า ในส่วนสำนวนที่ตนยื่นฟ้องนั้นไม่ได้ขอเลื่อน แต่ศาลปกครองมีคำสั่งเลื่อนการไต่สวน เนื่องจากนางพิกุลแก้ว และนายสุพจน์ ได้ขอเลื่อนวันนัดไต่สวนของศาล เพราะติดการประชุมสภา อีกทั้งศาลเห็นว่าสำนวนทั้ง 3 มีความเกี่ยวโยงกัน โดยวันนี้ตนเดินทางจะมาให้การตามกฎหมาย ซึ่งคดีที่ฟ้องเป็นเรื่องการปฏิบัติหน้าที่มิชอบด้วยกฎหมาย โดยการปฏิบัติหน้าที่ของกกต.ต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม ส่วนการยื่นฟ้องตนทำตามหน้าที่ที่มีสิทธิ์ฟ้องก็ฟ้อง ส่วนศาลจะตัดสินอย่างไรก็แล้วแต่ดุลยพินิจของศาล

 นายสมชาย  แสวงการ  ส.ว. สรรหา 1 ใน กลุ่ม 16 สว. ที่ยื่นฟ้องคดี กล่าวว่า โดยหลักปฏิบัติแล้วประธานวุฒิสภาจะต้องชะลอเรื่องก่อน เพราะไม่อย่างนั้นจะเป็นปัญหา หากความเห็นของศาลปกครองออกมาขัดแย้งกับ กกต. และศาลรัฐธรรมนูญ อย่างน้อยประธานวุฒิสภาจะต้องชะลอเรื่องจนกว่าศาลปกครองสูงสุดจะประกาศไม่ให้เป็นกรณีได้รับการคุ้มครอง ไม่อย่างนั้นก็จะต้องชะลอเรื่องจนกว่าศาลปกครองจะมีคำพิพากษา   
                   ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการไต่สวนกกต.ได้เตรียมข้อมูลที่จะชี้แจงต่อศาล โต้แย้งข้อกล่าวหาของส.ว. 3 กรณี 1.ที่อ้างว่า รายละเอียดการถือครองหุ้นของสว.ซึ่งถูกกกต.วินิจฉัยให้สิ้นสมาชิกภาพนั้น ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงของการถือหุ้นที่มีอยู่ โดยกกต.ยอมรับว่ามีความผิดพลาดสับสนจากการพิมพ์ชื่อบริษัทผิดไปจากข้อเท็จจริง แต่อย่างไรก็ตามส.ว.ทั้ง 16 ราย ต่างก็ยังมีการถือหุ้นที่มีสัมปทานกับรัฐ หรือหุ้นที่เป็นกิจการสื่อสารมวลชนหรือโทรคมนาคมอยู่ ซึ่งต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ ส่วนรายที่พิมพ์ผิดเป็นเพียงการพิมพ์สลับชื่อบริษัทกับรายอื่นผิดพลาดเท่านั้น

 2.ที่อ้างว่า กกต. ไม่มีระเบียบวิธีการพิจารณากรณีการถือครองหุ้นเป็นการเฉพาะ แต่ใช้ระเบียบวิธีการพิจารณาการทุจริตการเลือกตั้งของส.ส. หรือ ส.ว. โดยอนุโลมซึ่งน่าจะไม่ถูกต้องนั้น ก่อนหน้านี้มีกรณีคำร้องเกี่ยวกับคุณสมบัติของนายสมัคร สุนทรเวช และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี กกต. ก็นำระเบียบวิธีการพิจารณากรณีการทุจริตการเลือกตั้งของส.ส. - ส.ว. มาใช้สอบสวนโดยอนุโลมเช่นกัน และเมื่อคดีขึ้นอยู่ศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่มีการโต้แย้งและศาลรัฐธรรมนูญก็มีคำพิพากษาเป็นบรรทัดฐานสั่งเพิกถอนสิทธิ์ จึงถือว่าวิธีการปฏิบัติของ กกต. น่าจะชอบด้วยกฎหมาย

 3.ที่อ้างว่ากกต. ไม่ได้เปิดโอกาสให้ผู้ถือครองหุ้นดังกล่าวเข้าชี้แจงก่อนมีคำวินิจฉัยนั้น ก็ได้มีการชี้แจงว่า การวินิจฉัยของกกต.ได้มีการนำรายงานการถือครองทรัพย์สินและหนี้สินที่ ส.ว. ได้ยื่นด้วยตนเองกับปปช.เมื่อเข้ารับตำแหน่ง จึงไม่มีความจำเป็นต้องเรียก สว. แต่ละรายมาชี้แจงว่าข้อมูลดังกล่าวมีความถูกต้องหรือไม่ เพราะหากมีการแย้งว่าเป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ส.ว. รายนั้นก็จะมีความผิดเข้าข่ายการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินเท็จต่อ ปปช.