
กกต.สอบเพิ่มคดีเงิน258ล.ปชป.อภิสิทธิ์โดนเรียก
กกต.ให้สอบเพิ่มคดีเงิน 258 ล. ปชป. นายกฯโดนเรียกด้วย ปัดไม่ได้ซื้อเวลา เตรียมลงมติฟัน 44 ส.ส. ถาวร-พรทิวา ถือหุ้นสัมปทานรัฐสัปดาห์หน้า
นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ กกต. กล่าวถึงผลการประชุม กกต.ในวันนี้ (25 ส.ค.) ว่า ประธาน กกต.ได้แจ้งต่อที่ประชุมว่า คณะกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงกรณี ที่นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.สรรหา ร้องนางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ และนายถาวร เสนเนียม รมช.มหาดไทย ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 267 และ 269 เนื่องจากถือหุ้นบริษัทที่มีสัมปทานรัฐ ได้สอบข้อเท็จจริงเสร็จสิ้นแล้ว และได้สำเนาเอกสารแจก กกต.ทุกคน เพื่อนำไปศึกษาและนัดพิจารณาลงมติในวันที่ 2 ก.ย. ที่จะถึงนี้ นอกจากนี้ยังแจ้งกรณีเลขานุการคณะกรรมการสืบสวนได้ไปจัดทำสำนวนกรณี 44 ส.ส. ถือหุ้นสัมปทานรัฐและหุ้นกิจการสื่อ ที่ขัด รธน. มาตรา 48 และ 265 โดยในวันพรุ่งนี้ (26 ส.ค.) ได้ให้เลขานุการคณะกรรมการฯเข้าชี้แจงสรุปสำนวนต่อ กกต. เพื่อที่ในวันที่ 2 ก.ย. จะได้ลงมติได้ตามที่กำหนดไว้ก่อนหน้านี้
นายสุทธิพล ยังกล่าวอีกว่า กกต. มีมติให้คณะกรรมการไต่สวนกรณีเงินบริจาค 258 ล้านบาทของพรรคประชาธิปัตย์ และการใช้จ่ายเงินกองทุนพัฒนาพรรคการเมือง 29 ล้านบาท ผิดวัตถุประสงค์ ไปสอบสวนพยานเอกสารและพยานบุคคลเพิ่มเติมโดยให้เวลา 30 วัน เนื่องจากในการรายงานของเลขานุการกรรมการไต่สวนฯต่อที่ประชุม กกต. เห็นว่า ยังมีพยานบุคคลและพยานเอกสารที่เกี่ยวข้องเป็นจำนวนมากที่คณะกรรมการไต่สวนยังไม่ได้เรียกมาสอบ อาทิ นายทะเบียนพรรคการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ในขณะนั้น นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ผู้บริหารบริษัททีพีไอโพลีนจำกัด (มหาชน) ที่ถูกระบุว่าเป็นผู้บริจาคเงิน ผู้จัดทำบัญชี ผู้ตรวจสอบบัญชี รวมถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ขณะนั้นดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคและเป็นผู้เซ็นรับรองงบดุลที่ยื่นต่อ กกต. รวมถึงเอกสารรายการเสียภาษีเงินได้ จากกรมสรรพากร ที่ทาง กกต.พร้อมจะออกเป็นหนังสือขอไปยังหน่วยงานโดยตรง และกฎหมายได้บังคับเอาไว้ว่าต้องให้ความร่วมมือกับ กกต. อย่างไรก็ตามขอที่จะไม่เปิดเผยรายชื่อพยานบางคนที่ต้องสอบเพิ่ม เพราะจะกระทบต่อคดี
นายสุทธิพล กล่าวอีกว่า พยานที่ทาง กกต.อยากให้สอบเพิ่มล้วนแต่เป็นพยานที่คณะกรรมการฯยังไม่เคยเรียกมาสอบโดยขณะนี้ กกต.ยังไม่มีมติยกคำร้องในประเด็นใดตามที่มีข่าว และการสอบสวนของคณะกรรมการฯ ที่ผ่านมาก็เป็นการสอบตามประเด็นตามที่มีการร้องครบถ้วน เพียงแต่ กกต. ต้องการให้สอบให้สุดทาง เพื่อให้ได้พยานทั้งเอกสารและบุคคลให้ครบถ้วน เพื่อที่เมื่อถึงเวลาวินิจฉัย แม้ว่าจะออกไปในทางใดก็จะไม่ถูกครหา วิพากษ์วิจารณ์
นายสุทธิพล ยืนยันว่า การขยายเวลาไม่ได้เป็นการซื้อเวลาหรือมีวาระซ่อนเร้น อีกทั้ง กรรมการไต่สวนก็ทำตามดุลพินิจของตัวเองและกรอบระยะเวลาที่ กกต.มอบหมาย และเห็นว่าหลักฐานเท่านี้ก็น่าจะเพียงพอต่อการวินิจฉัย โดยที่ไม่ได้ต้องการให้มีการขยายเวลาแต่อย่างใด แต่เมื่อ กกต.ได้ดูแล้วเห็นว่ายังไม่เพียงก็ให้ไปสอบเพิ่มได้ ซึ่งกรรมการไต่สวนก็มีอิสระในการทำงาน



