
จุฬาฯพบหมู 3 จว.มียีนดื้อยา
ทีมวิจัยสัตวแพทย์จุฬาฯพบ"เอ็มซีอาร์-วัน"ยีนดื้อยาสายพันธุ์ใหม่50%ในฟาร์หมูนครปฐม-ราชบุรี-ชลบุรีสุ่มตรวจ3ปีพบดื้อยาโคลิสติน100%วอนปศุสัตว์ตรวจฟาร์มใหญ่ทั่วประเทศ
หลังจากทีมข่าว “คม ชัด ลึก” เปิดโปงการใช้ยาเถื่อน “โคลิสติน” ในฟาร์มหมู ซึ่งแพทย์กลัวว่าจะกลายเป็นตัวแพร่ยีนดื้อยาสายพันธุ์ใหม่ “เอ็มซีอาร์-วัน” ระบาดสู่มนุษย์ ล่าสุด ทีมข่าว “คม ชัด ลึก” พบงานวิจัยของนักวิจัยไทยตีพิมพ์ช่วงเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2559 เป็นภาษาอังกฤษเผยแพร่ในวารสารด้านสัตวแพทยศาสตร์ (The Thai Journal of Veterinary Medicine, vol 46, 2016) เกี่ยวกับการตรวจพบยีนเอ็มซีอาร์-วัน ในสุกรไทย จนสามารถติดต่อขอพบหนึ่งในทีมนักวิจัยจากคณะสัตวแพทย์ จุฬาฯ ซึ่งยืนยันการตรวจพบพบยีนดื้อยา “เอ็มซีอาร์-วัน” ว่ามีจริง โดยเฉพาะในแหล่งเลี้ยงหมูขนาดใหญ่พื้นที่ใกล้กรุงเทพฯ อย่างน้อย 3 จังหวัด
ย้อนไปช่วงเดือนพฤศจิกายน ปี 2015 ประเทศจีนเปิดเผยผลการค้นพบยีนเอ็มซีอาร์-วัน ในฟาร์มหมูจากเชื้อแบคทีเรีย “อีโคไล” ดื้อต่อยาโคลิสตินที่ใช้รักษาโรคในสัตว์และคน สร้างความหวาดวิตกให้แก่วงการแพทย์ทั่วโลกเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นยีนกลายพันธุ์ มีคุณสมบัติพิเศษสามารถแพร่เชื้อดื้อยาไปยังยีนตัวอื่นได้ และแพร่จากสัตว์สู่มนุษย์ได้ด้วย จึงมีการคาดการณ์หากยีนเอ็มซีอาร์-วัน แพร่ระบาด จะทำให้มนุษย์เสียชีวิตจากการติดเชื้อดื้อยาเป็นจำนวนมาก จากสถิติเฉพาะประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากเชื้อดื้อยาประมาณปีละ 3–4 หมื่นคน
ขณะนี้วงการแพทย์ทั่วโลกพยายามสำรวจหายีนเอ็มซีอาร์-วัน ที่แพร่ระบาดในประเทศของตน สำหรับประเทศไทยนั้น ทีมนักวิจัยจาก ม.มหิดลและจุฬาฯ ร่วมกันค้นคว้านำตัวอย่างเชื้ออีโคไล จากตัวอย่างที่ได้จากฟาร์มหมู ที่ถูกนำมาเก็บรักษาไว้ในตู้แช่แข็ง โดยนำตัวอย่างมาตรวจสอบใหม่อย่างละเอียด ผลปรากฏว่า ทีมวิจัยสามารถตรวจพบยีนดื้อยาเอ็มซีอาร์-วันได้ในเชื้อที่เก็บไว้จากหมูขุนไม่มีอาการป่วยใน 3 จังหวัด ได้แก่ นครปฐม ชลบุรี และราชบุรี แสดงถึงความเสี่ยงของประเทศไทยต่อการแพร่ระบาดของยีนดื้อยา ยิ่งไปกว่านั้นยังมีการวิตกกันว่า ในอนาคตอาจพบการดื้อยาทุกชนิดในเชื้อแบคทีเรียในลำไส้ได้
รศ.นสพ.ดร.ณุวีร์ ประภัสระกูล อาจารย์ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนึ่งในทีมวิจัยข้างต้น ให้ข้อมูลว่า หลังจากทั่วโลกตื่นตัวเรื่องการค้นพบยีนเอ็มซีอาร์-วันในมนุษย์ ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดการดื้อยาโคลิสติน หรือยาปฏิชีวนะตัวสำคัญที่แพทย์จะใช้รักษาการติดเชื้อดื้อยา โดยเฉพาะในกรณีที่ยาปฏิชีวนะตัวอื่นใช้แล้วไม่ได้ผลเท่านั้น ทีมงานวิจัยทำการศึกษาย้อนหลัง โดยตรวจหาเชื้ออีโคไลที่เพาะแยกจากหมูในฟาร์มที่เก็บตัวอย่างไว้ตั้งแต่ปี 2004–2014 ถ้าเลือกวิเคราะห์เฉพาะข้อมูลพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ นครปฐม ราชบุรี และชลบุรี ได้มาจำนวนทั้งสิ้น 17 ฟาร์ม เป็นฟาร์มขนาดกลาง มีลูกหมูตั้งแต่ 100-1,000 ตัว
ผลวิจัยพบว่า ฟาร์มหมูใน “นครปฐม” ปี 2012 จากจำนวนสุ่มตรวจทั้งหมด 5 ฟาร์ม พบเชื้อดื้อยาโคลิสติน 2 ฟาร์ม คิดเป็นร้อยละ 40 และพบยีนดื้อยาเอ็มซีอาร์-วัน จำนวน 1 ฟาร์ม คิดเป็นร้อยละ 20, ปี 2013 จากจำนวนสุ่มตรวจทั้งหมด 4 ฟาร์ม พบเชื้อดื้อยาโคลิสตินทั้ง 4 ฟาร์ม หรือ 100 เปอร์เซ็นต์ และพบยีนดื้อยาเอ็นซีอาร์-วัน จำนวน 2 ฟาร์ม หรือร้อยละ 50
ฟาร์มหมูใน “ราชบุรี” ปี 2014 จำนวนสุ่มตรวจทั้งหมด 5 ฟาร์ม พบเชื้อดื้อยาโคลิสติน 4 ฟาร์ม คิดเป็นร้อยละ 80 และพบยีนดื้อยาเอ็นซีอาร์-วัน จำนวน 2 ฟาร์ม คิดเป็นร้อยละ 40 ส่วนฟาร์มหมู จ.ชลบุรี นั้น ปี 2013 ทีมวิจัยสุ่มตัวอย่างมาทั้งหมด 3 ฟาร์ม พบเชื้อดื้อยาโคลิสติน 3 ฟาร์ม คิดเป็น 100 เปอร์เซ็นต์ และพบยีนดื้อยาเอ็นซีอาร์-วัน จำนวน 2 ฟาร์ม คิดเป็นร้อยละ 66
นอกจากนี้ยังพบยีนเอ็มซีอาร์-วัน 2 ฟาร์ม คิดเป็น 50% ราชบุรี ปี 2014 จาก 5 ฟาร์ม พบเชื้อดื้อยาโคลิสติน 4 ฟาร์ม และพบยีนเอ็มซีอาร์วัน 2 ฟาร์ม คิดเป็น 40%, ชลบุรี ปี 2013 จาก 3 ฟาร์ม พบเชื้อดื้อยาโคลิสตินทั้ง 3 ฟาร์ม และพบยีนเอ็มซีอาร์-วัน 2 ฟาร์ม คิดเป็น 66.7% ปี 2012 จาก 5 ฟาร์ม พบเชื้อดื้อยาโคลิสติน 2 ฟาร์ม และพบยีนเอ็มซีอาร์-วัน 1 ฟาร์ม คิดเป็น 20%
รศ.นสพ.ดร.ณุวีร์ อธิบายเพิ่มเติมถึงการค้นพบดังกล่าวว่า เป็นการยืนยันชัดเจนว่า ประเทศไทยมีการพบเชื้ออีโคไลที่มียีนเอ็มซีอาร์-วัน ดังนั้นควรมีแผนการเฝ้าระวังและควบคุมการใช้ยาปฏิชีวนะในฟาร์มหมูเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากยีนเอ็มซีอาร์-วันนั้น เป็นยีนอยู่นอกดีเอ็นเอหลักที่ส่วนพลาสมิด จึงมีความสามารถส่งผ่านหรือเคลื่อนย้ายไปให้เชื้ออีโคไลตัวอื่น และแบคทีเรียตัวอื่นได้ด้วย เช่น “ซัลโมเนลล่า” (Salmonella spp.) ที่ทำให้อุจจาระร่วงและอาหารเป็นพิษ รวมถึง “เครบซีลลา” (Klebsiellar spp.) โรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ ซึ่งการดื้อยาของแบคทีเรียเป็นภาวะคุกคามมีผลกระทบต่อความล้มเหลวในการรักษาทั้งคนและสัตว์
“ตอนนี้กรมปศุสัตว์และภาคเอกชนมีความพยายามในการจัดตั้งระบบมาตรฐานฟาร์ม มีการก่อตั้งเป็นสมาคมสัตวแพทย์ควบคุมฟาร์มสุกรตั้งแต่ปี 2545 เพื่อสร้างระบบการป้องกันโรค และให้มีการใช้ยาที่สมเหตุผล กลุ่มสัตวแพทย์ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก" รศ.นสพ.ดร.ณุวีร์ กล่าว
จากกรณีที่กรมปศุสัตว์ออกมาแนะนำให้เลือกซื้อเนื้อสัตว์จากฟาร์มมาตรฐานปลอดภัย 100% ซึ่งได้รับการรับรอง เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าเนื้อหมูไม่มีสารตกค้างจากยาปฏิชีวนะนั้น
สัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเชื้อดื้อยารายหนึ่ง แสดงความคิดเห็นว่า “กว่า 10 ปีที่ผ่านมา ทุกฟาร์มหมูในประเทศไทยใช้ยาโคลิสติน ไม่ว่าจะเป็นฟาร์มเล็ก หรือฟาร์มใหญ่ จะได้มาตรฐานผ่านการรับรองหรือไม่ก็ตาม เพราะยาโคลิสตินไม่ได้เป็นยาที่ถูกควบคุมหรือห้ามใช้ หลายประเทศทั่วโลก็ใช้ ไม่กี่ปีมานี้ถึงจะรู้ว่าเป็นตัวการทำให้เกิดยีนดื้อยาเอ็มซีอาร์-วัน เขาจึงเข้มงวดห้ามใช้กัน งานวิจัยของไทยที่สำรวจพบเชื้อดื้อยา ส่วนใหญ่เป็นฟาร์มขนาดกลาง เพราะฟาร์มหมูใหญ่ไม่อนุญาตให้นักวิจัยเข้าไปยุ่งอย่างเด็ดขาด รวมถึงฟาร์มหมูในเครือข่ายของบริษัทชื่อดังที่ใครๆ ก็รู้จัก การกล่าวอ้างว่าฟาร์มใหญ่ปลอดภัยกว่าฟาร์มเล็กคงพูดไม่ได้ เพราะไม่เคยมีการเอาตัวอย่างหมูในฟาร์มใหญ่มาสุ่มตรวจเชื้อดื้อยา”
ทั้งนี้ ทีมข่าว “ คม ชัด ลึก” สอบถามความคิดเห็นของผู้บริโภคซึ่งส่วนใหญ่ยังไม่ทราบถึงอันตรายของการดื้อยาโคลิสตินและการแพร่ระบาดของยีนดื้อยาสายพันธุ์ใหม่ พนักงานหญิงบริษัทแห่งหนึ่ง วัย 48 ปี แสดงความเห็นว่า ได้ติดตามข่าวเชื้อดื้อยาในฟาร์มหมูตามสื่อต่างๆ ทำให้รู้สึกเป็นกังวลว่าจะแพร่ระบาดอย่างไรบ้าง และที่กรมปศุสัตว์ออกมาเตือนให้ซื้อหมูจากฟาร์มมาตรฐานนั้น ไม่ทราบว่าเนื้อหมูที่ขายในตลาดสดหรือในซูเปอร์มาร์เก็ตนั้น มาจากฟาร์มไหนแล้วได้มาตรฐานหรือไม่
“อยากให้รัฐบาลหรือหน่วยงานไหนก็ได้ ไปตรวจสอบเนื้อหมูที่โรงเชือดและฟาร์มหมูทุกฟาร์มทั่วประเทศไทยว่าปลอดภัยจริงหรือเปล่า คนซื้อกินจะได้มั่นใจว่าไม่มีเชื้อโรคต่างๆ และถ้าไปสำรวจจริงก็ดีกับการค้าขายเนื้อสัตว์ของไทยด้วย ไม่กระทบการส่งออกต่างประเทศ” พนักงานหญิงข้างต้นกล่าว
ข้อมูลสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ระบุว่า ยาต้านจุลชีพเป็นกลุ่มยาที่มีมูลค่าการผลิตและนำเข้าสูงที่สุดติดต่อกันของประเทศไทยตั้งแต่ปี 2543 และในปี 2552 มูลค่าการผลิตและนำเข้า "ยาปฏิชีวนะ” หรือ ยาต้านจุลชีพ ที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย สูงถึง 1.1 หมื่นล้านบาท เปรียบเทียบเป็นมูลค่ามากกว่าการผลิตและนำเข้ายาสำคัญจากโรคอื่น เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือดมูลค่า 9,200 ล้านบาท ยาระบบประสาทส่วนกลาง 9,000 ล้านบาท และยารักษามะเร็ง 7,900 ล้านบาท
เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 24 มกราคม นสพ.สรวิศ ธานีโต รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วยตัวแทนสัตวแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ สมาคมสัตวแพทย์ควบคุมฟาร์มสุกรไทย สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ร่วมกันแถลงข่าว เรื่อง “ภาคปศุสัตว์ย้ำคุมเข้มการใช้ยาปฏิชีวนะในสัตว์ แนะผู้บริโภคเลือกซื้อเนื้อสัตว์จากฟาร์มมาตรฐานปลอดภัย” ณ โรงแรมเดอะ สุโกศล พญาไท กรุงเทพฯ เพื่อตอกย้ำคุณภาพมาตรฐานความปลอดภัยในผลิตภัณฑ์เนื้อสุกรของไทย ช่วยสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคในช่วงเทศกาลตรุษจีน
นสพ.สรวิศ กล่าวว่า ที่ผ่านมาตั้งแต่มีการรายงานทางวิชาการและมีข่าวสารเกี่ยวกับการดื้อยาต้านจุลชีพโดยเฉพาะการตรวจพบยีนดื้อยาโคลิสติน เอ็มซีอาร์-1 ในประเทศจีนนั้น กรมปศุสัตว์ได้ดำเนินมาตรการต่างๆ โดยได้มีหนังสือแจ้งไปยังภาคเอกชน สมาคมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเลี้ยงสัตว์ เช่น สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งประเทศไทย สมาคมสัตวแพทย์ผู้ประกอบการบำบัดโรคสัตว์แห่งประเทศไทย สัตวแพทยสภา สมาคมสัตวแพทย์ ผู้ควบคุมฟาร์ม เป็นต้น เพื่อขอให้ควบคุมและลดปริมาณการใช้ยาปฏิชีวนะในสัตว์ โดยเฉพาะโคลิสติน โดยให้ใช้ในกรณีจำเป็นเท่านั้น (เป็นทางเลือกสุดท้ายในการรักษาสัตว์) ไม่ให้ใช้ในการควบคุมหรือป้องกัน โดยปัจจุบันยังไม่พบหลักฐานการถ่ายทอดยีนดื้อยาดังกล่าวระหว่างมนุษย์และสัตว์ในประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม กรมปศุสัตว์ได้ประสานไปยังสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข ในการพิจารณาดำเนินการ ทบทวนทะเบียนสูตรตำรับยาและข้อบังคับใช้ยาโคลิสตินให้เหมาะสม โดยยาดังกล่าวยังอนุญาตให้ใช้ได้ทั้งในยุโรปและญี่ปุ่น แต่ต้องควบคุมการใช้โดยสัตวแพทย์ และมีสูตรตำรับยาที่เหมาะสมกับสัตว์ จำกัดช่องทางการกระจายยา โดยเฉพาะเภสัชเคมีภัณฑ์ เพื่อควบคุมไม่ให้ลักลอบซื้อขายมาใช้ในฟาร์ม ซึ่ง อย.อนุญาตให้นำไปผลิตเป็นยาบรรจุเสร็จในโรงงานเท่านั้น และจำกัดปริมาณการขายยาโคลิสตินให้ลดลงอย่างน้อย 70% ทั้งยังประสานไปยังสัตวแพทยสภาและสมาคมที่เกี่ยวข้องในการกำกับดูแลให้สัตวแพทย์เป็นผู้พิจารณาการใช้ยาอย่างรอบคอบและมีเหตุผล โดยเฉพาะสัตวแพทย์ผู้ควบคุมฟาร์ม ซึ่งเป็นผู้ดูแลสุขภาพสัตว์ในฟาร์มนั้นๆ
รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวอีกว่า กรมปศุสัตว์บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดกับผู้นำเข้า ผู้ผลิต ผู้ขาย หรือผู้ใช้ยาสัตว์และอาหารสัตว์ที่ผสมยาหรือสารต้องห้ามที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายอย่างเข้มงวด โดยในปี 2559 มีการจับกุมดำเนินคดีมากกว่า 100 ราย โดยมีการยึดยาโคลิสตินเถื่อนที่เป็นเภสัชเคมีภัณฑ์ด้วย ซึ่งปัจจุบันในการเลี้ยงสุกรยังมีการใช้ยาปฏิชีวนะในลูกสุกรเพื่อป้องกันหรือควบคุมไม่ให้เกิดโรค กรมปศุสัตว์ร่วมมือกับภาคเอกชนในการส่งเสริม สนับสนุนแนะนำให้จัดทำระบบการเลี้ยงที่สามารถป้องกันโรคได้
ทั้งนี้ เพื่อให้เกษตรกรเกิดความมั่นใจและลดการใช้ยาปฏิชีวนะ และได้ร่วมกับภาคเอกชนในการศึกษาวิจัยและทดลองภาคสนามในการใช้สมุนไพร โปรไบโอติก พรีไบโอติก หรือสารจากธรรมชาติ มาทดแทนการใช้ยาปฏิชีวนะ ซึ่งผลการวิจัยมีแนวโน้มว่าสามารถใช้ในการป้องกันควบคุมโรคได้ทั้งยังได้ดำเนินการร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดทำแผนปฏิบัติการการจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพของประเทศไทย พ.ศ.2560-2564 เพื่อเป็นการป้องกันและควบคุมเชื้อดื้อยา และกำกับดูแลการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างเหมาะสมในภาคอุตสาหกรรมปศุสัตว์และสัตว์เลี้ยงโดยกรมปศุสัตว์จัดทำโครงการร่วมกับองค์กรสากล เช่น องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (เอฟเอโอ) ในการวิเคราะห์และจัดการความเสี่ยงของเชื้อดื้อยาในกระบวนการผลิตสินค้าปศุสัตว์และโครงการอื่นๆ เพื่อเป็นการซักซ้อมและให้ความรู้แก่เจ้าหน้าที่และผู้เกี่ยวข้อง
ที่สำคัญกรมปศุสัตว์เสนอให้มีการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับยา (พ.ร.บ.ยา พ.ศ.2510) เพื่อให้สามารถกำกับดูแลเภสัชเคมีภัณฑ์ไม่ให้เข้าไปในฟาร์มได้ และการขายยาสัตว์บางชนิดต้องขายยาให้ผู้มีใบสั่งซื้อมาจากสัตวแพทย์ และได้ควบคุมการนำยาปฏิชีวนะไปผสมในอาหารสัตว์ โดยใช้ พ.ร.บ.ควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ.2558 ในการควบคุม โดยกำหนดให้มีสัตวแพทย์ประจำโรงงานผลิตอาหารสัตว์ ซึ่งสัตวแพทย์เท่านั้นที่จะสั่งให้มีการผสมยาในอาหารสัตว์ได้ โดยต้องเป็นยาที่ขึ้นทะเบียนเป็นยาสำหรับสัตว์และมีข้อบ่งใช้สำหรับผสมอาหารสัตว์เท่านั้น
“ยาปฏิชีวนะเป็นเครื่องมือหนึ่งที่จำเป็นในการควบคุม รักษาโรคทั้งในมนุษย์และสัตว์ แต่ต้องมีการควบคุมคุณภาพมาตรฐานและมีการใช้อย่างถูกต้อง การเลี้ยงสัตว์ต้องให้ความสำคัญกับการจัดการฟาร์มที่ดี มีการควบคุมการใช้ยาเท่าที่จำเป็น ให้ความสำคัญกับระบบควบคุมโรคและไม่นำยาปฏิชีวนะที่มีคุณค่าในการรักษาโรคในมนุษย์มาใช้ทดแทนการจัดการฟาร์มที่ไม่ถูกต้อง จะสามารถป้องกันปัญหาการถ่ายทอดการดื้อยาระหว่างมนุษย์และสัตว์ได้ กรมปศุสัตว์ให้ความสำคัญกับการจัดระบบฟาร์มมาตรฐาน โรงฆ่าสัตว์ที่ถูกสุขอนามัย ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ทางปศุสัตว์มีความสะอาดปลอดภัยต่อผู้บริโภค” รองอธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าว
วันเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์กรณีพบฟาร์มหมูหลายจังหวัดใช้ยาโคลิสติน ซึ่งเป็นยาปฏิชีวนะชนิดรุนแรงที่ทั่วโลกกำลังเฝ้าระวัง เนื่องจากเป็นตัวแพร่กระจายยีนดื้อยาสายพันธุ์ใหม่ว่า กำลังไล่บี้อยู่ เขามีมาตรการ ซึ่งบางอย่างทำมานานแล้ว บางทีไม่รู้ จะรู้ได้อย่างไรเรื่องเป็นร้อยเรื่อง เขาก็พยายามกวดขัน มีคณะกรรมการ มีคนทำงานตลอด เมื่อเจอก็ดำเนินการ ไม่ใช่ปล่อยปละละเลย ลองมาทำงานแบบที่เขาทำกัน จะรู้ว่าปัญหาที่ทิ้งกันไว้เยอะขนาดไหน ถ้าท่านฝากความหวังก็จะทำให้ แต่ถ้าทำลายทุกวันก็ทำให้ไม่ได้ ก็แค่นั้น



