ข่าว

ยื่นหนังสือหนุนพัฒนาบึงสีไฟ

ยื่นหนังสือหนุนพัฒนาบึงสีไฟ

24 ม.ค. 2560

ตัวแทนชาวพิจิตร เกือบ 900 หมู่บ้าน จาก 12 อำเภอ ยื่นหนังสือต่อ ผวจ.พิจิตร เพื่อส่งถึงคณะรัฐมนตรีขอให้อนุมัติงบประมาณเพื่อพัฒนาบึงสีไฟ


               24 ม.ค. 60  ที่บริเวณสนามหญ้า หน้าศาลากลางจังหวัดพิจิตร  นายวีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร รับมอบรายชื่อชาวบ้าน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้บริหารท้องถิ่นและประชาชน จาก 888 หมู่บ้านทั่วทั้งจังหวัดพิจิตร จำนวน เกือบ 50,000 รายชื่อ จากตัวแทนกำนันผู้ใหญ่บ้าน จากทั้ง 12 อำเภอ เพื่อส่งต่อให้นายกรัฐมนตรี เพื่อให้พิจารณางบประมาณในการพัฒนาบึงสีไฟตามนโยบายของผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร ตามแนวทางพระราชดำริ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9

               โดยก่อนหน้านี้มีสื่อบางฉบับได้เสนอข่าวความขัดแย้งในการให้สัมภาษณ์อดีตนายทหารและเขียนมากกว่าคำให้สัมภาษณ์ของนายทหารไปก่อนหน้านี้ ทำให้งบประมาณที่จังหวัดพิจิตรเสนอขออนุมัติงบประมาณไปยังไม่ได้รับการอนุมัติ

 

ยื่นหนังสือหนุนพัฒนาบึงสีไฟ

 

               อย่างไรก็ตาม ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร รับปากจะรีบนำรายชื่อที่ได้รับในวันนี้ ส่งต่อยังนายกรัฐมนตรี เพื่อหวังให้คณะรัฐมนตรีได้พิจารณาใหม่ จากเสียงส่วนใหญ่ เสียงของชาวพิจิตรที่แท้จริง ที่ได้ออกมาแสดงตัว แสดงตน ให้เห็น ว่าต้องการพัฒนาบึงสีไฟ เพราะพิจิตรโดยเฉพาะบึงสีไฟ ควรได้รับการปรับปรุง พัฒนาอย่างแท้จริงเสียที

               โดยนายปกรณ์ แพพ่วง ประธานชมรมกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน จังหวัดพิจิตร เปิดเผยว่า การนำรายชื่อชาวบ้านออกมาให้ผู้ว่าราชการจังหวัดส่งต่อไปถึงนายกรัฐมนตรีก็เพื่ออยากให้มีการพัฒนาบึงสีไฟ ให้มีความสวยงาม ไม่ทรุดโทรมอย่างที่เป็นอยู่ คนพิจิตรไม่มีใครไม่ต้องการขัดขวางการพัฒนาบึงสีไฟแม้แต่คนเดียว

 

ยื่นหนังสือหนุนพัฒนาบึงสีไฟ

 

               ในขณะที่นายวีระศักดิ์ วิจิตรแสงศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร เปิดเผยว่า บึงสีไฟเป็นแหล่งท่องเที่ยว แต่สภาพปัจจุบันกลับไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยว ทั้งอควาเรียม และบ่อจระเข้ที่มีอยู่ถือว่าแย่ที่สุดในประเทศ หากไม่สร้างใหม่ก็ต้องทุบทิ้ง เพื่อไม่ให้อายคนทั้งประเทศ แต่ก็จะก่อสร้างใหม่ขึ้นมาทดแทนเท่านั้น จะไม่มีการก่อสร้างอาคารอื่นๆ เพิ่มเติม

               นายวีระศักดิ์ กล่าวอีกว่า หากไม่ได้งบประมาณก็จะยังเดินหน้าพัฒนาบึงต่อไป แต่อาจจะเสียเวลามากกว่าการได้รับงบประมาณ