ข่าว

“สร้างคนดีให้มีคุณธรรม ตามคำสอนพ่อ”

“สร้างคนดีให้มีคุณธรรม ตามคำสอนพ่อ”

23 ม.ค. 2560

ชวนขบคิดกับการ “สร้างคนดีให้มีคุณธรรม ตามคำสอนพ่อ”

 

            ภายหลังการเสด็จสวรรคตของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช   สิ่งหนึ่งที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดในช่วง 100 วันที่ผ่านมา คือความดีและการทรงงานเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน อย่างไม่ลดละ จนหลายๆคนตั้งใจว่า จะทำดีเพื่อพ่อหลวง และ จะเดินตามรอยเท้าพ่อ​ เมื่อวันที่23 ม.ค. ที่ผ่านมา ทางมูลนิธิพิพิธภัณฑ์พระพุทธศาสนา ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และภาคีเครือข่ายร่วมสร้างคนดีให้มีคุณธรรมโดยธรรมะ เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ จัดเสวนาในหัวข้อ “สร้างคนดีให้มีคุณธรรม ตามคำสอนพ่อ” ชวนขบคิดว่า เราจะสร้างคนดีในสังคมนี้ได้อย่างไรบ้าง 

 

การทรงงานหนักจนวาระสุดท้ายของพระราชา

            “สิ่งที่ผมประทับใจใน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช คือการที่ท่านปฏิบัติหน้าที่ และมีความรับผิดชอบ จนถึงวาระสุดท้ายของพระชนมายุ เมื่อวันที่ 14 ก.ย. 59 ท่านยังทรงงานอยู่ ซึ่งเป็นเวลา 3 สัปดาห์ ก่อนเสด็จสวรรคต ท่านทรงงานจนนาทีสุดท้าย เพื่อเรา และทรงทำเช่นนั้นตลอด 70 ปี ตลอดการครองราชย์” นายเตช บุนนาค ผู้ช่วยเลขาธิการสภากาชาดไทย ฝ่ายบริการ เริ่มเล่าความประทับใจ

                       “สร้างคนดีให้มีคุณธรรม ตามคำสอนพ่อ”

            ผู้ช่วยเลขาธิการสภากาชาดไทย กล่าวต่อไปว่าเรื่องความรับผิดชอบ ถือเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุด ที่เราทุกคนสามารถเรียนรู้จากพระองค์ท่านได้ เพราะฉะนั้นการปฏิบัติหน้าที่ ท่านต้องอดกลั้นอดทน ต่ออะไรหลายอย่าง ซึ่งตนไม่สามารถบรรยายได้หมดว่า ประเทศเราต้องผ่านอะไรมาบ้าง นอกจากนี้การทรงงานต่างๆของท่าน ทรงมีความรอบคอบละเอียดถี่ถ้วน โดยคนที่อยู่ในสำนักราชเลขา จะรู้ดีว่าท่านทรงอ่านทุกอย่างที่มีการกราบบังคมทูลขึ้นไป และท่านอาจะเป็นคนไทยเพียงคนเดียวที่ อ่านกฎหมายทุกฉบับ เพราะท่านเป็นคนลงพระพระปรมาภิไธย ซึ่งบางครั้งท่านก็ได้ปรับแก้ในส่วนที่มีการสะกดผิดด้วย ทำให้ข้าราชการทุกคนต้องมีความระมัดระวังเป็นพิเศษในการทำงาน  นอกจากนี้พระองค์ท่านยังช่วยแก้เรื่องอื่น อย่างการแปลจากไทยเป็นอังกฤษด้วย ซึ่งผมเองก็เคยทำบันทึก แล้วพบว่าท่านมีความละเอียด ทุกครั้งที่ท่านแก้ ก็จะมีคำอธิบายไว้ด้วย

            ในยุคที่นายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี ก็ได้กราบบังคมทูลพระองค์ท่าน ให้พระราชทานตนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเพื่อไปเจรจากับประเทศเพื่อนบ้านที่มีปัญหากัน ซึ่งตนก็เข้าไปกราบทูลลา โดยพระองค์ท่านรับสั่งว่า ในเวลาการเจรจาให้มีความแน่นหนา ตนกลับไปคิดถึงคำว่า “แน่นหนา” ซึ่งก็หมายความว่าละเอียดรอบคอบศึกษาเรื่องให้ดี ถือเป็นบทเรียนที่สำคัญมาก และเป็นสิ่งที่ประทับใจ ซึ่งผมจะไม่มีวันลืมเลย 

            “สิ่งที่สำคัญที่สุด ในหลวง ร.9 เป็นแบบอย่างที่ ยอดเยี่ยมจนถึงที่สุด ถึงวาระสุดท้าย นี่เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดเราควรที่จะปฏิบัติหน้าที่ เพื่อเจริญรอยตามพระยุคลบาท ด้วยความอดกลั้นต่อไป” ผู้ช่วยเลขาธิการสภากาชาดไทย กล่าวทิ้งท้าย

 

สร้างคนดีให้มีพื้นที่ ป้องกันคนไม่ดีมีอำนาจ

            นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน กล่าวว่า สิ่งที่ตนยึดเป็นแนวทางหนึ่งในการทำงาน คือพระราชดำรัสของในหลวง ร.9 ที่ระบุว่า “ให้คนดีได้ปกครองบ้านเมือง และควบคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจ” ถ้าเราทำให้คนไม่ดีหมดอำนาจแล้ว คนดีก็จะมีพื้นที่บ้าง ที่ผ่านมาความทุกข์ยากหลายอย่าง เกิดจากคนไม่ดีใช้อำนาจในทางมิชอบ ประเทศเรามีด็อกเตอร์เยอะมาก แต่เสียค่าโง่เยอะเช่นกัน อย่างเรื่องคลองด่าน เป็นต้น

            “สร้างคนดีให้มีคุณธรรม ตามคำสอนพ่อ”

            “สิ่งเหล่านี้เราต้องมีแนวรบ ซึ่งต้องบ่มเพาะในหมู่เยาวชน ซึ่งในส่วนนี้มีคนทำเยอะแล้ว อีกทั้งที่ผ่านมาเงินแผ่นดินถูกใช้ไปในทางที่ผิด สิ่งเหล่านี้ต้องมีคอยตรวจสอบ ถ้าเราไม่เป็นหมาเฝ้าบ้าน แล้วใครจะทำ เราภูมิใจที่ได้ทำหน้าที่นี้ สำหรับคนที่ทำสิ่งชั่วร้ายกับสังคม อย่าคิดว่ากรรมมาไม่ทัน ลูกเมียจะต้องรับกรรม บางคดีคนทำผิดตายไปแล้ว ก็จบเรื่องคดีอาญา แต่คดีทางแพ่งลูกเมียต้องรับผิดชอบ เงินเผ่นดิน 1 บาท หรือล้านบาท ก็มีค่าเหมือนกัน เพราะมีเจ้ากรรมนายเวรคือประชาชนทุกคน”

            ผู้ว่าการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน กล่าวอีกว่า การสร้างคนดีนั้น จะต้องทำให้เขาอยู่ในสังคมดีๆด้วย ไม่ให้มีความโลภกับในสิ่งที่ไม่ควรได้ พึงพอใจกับสิ่งที่มี ไม่ใช่สิ่งที่คนโกงเสนอ ที่ผ่านมาก็จะมีการใช้จ่ายเงินแผ่นดิน เพื่อหาเสียงทางการเมือง ซึ่งชาวบ้านอาจรู้สึกเป็นบุญคุณด้วยซ้ำทำให้ประชาชนเข้าใจผิด ดังนั้น สิ่งที่ตนคิดจะเสนอพระบรมราโชวาทอย่างไรนั้น คือต้องทำให้สังคมมีความสมดุล ให้คนดีมีพื้นที่และโอกาสแสดงบทบาทบ้าง ไม่เช่นนั้นคนดีจะท้อถอย นี่เป็นแนวคิดหนึ่งที่อยากจะสะท้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช่จ่ายเงินแผ่นดิน ที่แม้จะเป็นเรื่องพลั้งพลาดไปแต่ก็เป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้น

 

ทำดีใช่แค่สอน แต่ต้องเป็นตัวอย่างให้เด็กเห็น

            “ผมคิดว่า คำพูดที่บอกกันว่า ให้ทำความดีตามคำสอนพ่อ ในหลวง ร.9 ท่านไม่ได้สอนจากกระแสพระราชดำรัสเท่านั้น แต่ทรงงานให้เห็นตลอดชีพของพระองค์ท่าน ซึ่งหลักของคุณธรรมจะไม่มีประโยชน์เลย ถ้าหากเพียงแค่พูดเท่านั้น โดยเราจะต้องสืบสานต่อทำต่อไป” ปราโมทย์​ โชติมงคล ผู้อำนวยการศูนย์โรงเรียนคุณธรรม มูลนิธิยุวสถิรคุณ และอดีตประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน เริ่มเปิดประเด็นที่ความเป็นแบบอย่างของพระราชา

                        “สร้างคนดีให้มีคุณธรรม ตามคำสอนพ่อ”

            อดีตประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวอีกว่า โชคดีที่ตนได้ถวายงานกับในหลวง ร.9 ซึ่ง ขนาดท่านทรงประชวร ท่านก็ยังห่วงใยนบ้านเมือง โดยท่านได้พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ให้คณะองคมนตรี โดยบอกว่า ให้เอาไปตั้งเป็นกองทุนการศึกษา โดยไม่ต้องไปแทรกแซงงานของกระทรวงศึกษาธิการ ไปเลือกสนับสนุนโรงเรียนในภาคต่างๆ ไปเสริมสร้างความพร้อม และให้โรงเรียนสร้างคนดีให้บ้านเมือง พระองค์ท่านทรงห่วงใยในเรื่องนี้ เพราะที่ผ่านมา บ้านเมืองเรามีคนเก่งแต่ไม่ค่อยดี นำพาประเทศสู่ความยุ่งยากทุกวันนี้

            นายปราโมชย์เล่าต่อไปว่า เพื่อสานต่อประราชปณิธานของท่าน เราก็ได้ตั้งมูลนิธิยุวสถิรคุณ ซึ่งมีหมายความว่า ให้เด็กยึดมั่นในความดี โดยโรงเรียนของเรา มุ่งเน้นคุณธรรม ทำให้พฤติกกรรมที่ไม่ดีของเด็กลดลง ซึ่งเราไม่ใช่แค่พูดเท่านั้น แต่เน้นที่ความเปลี่ยนแปลงซึ่งวิธีที่ให้ทุกคนเปลี่ยนใจทำความดีแบบง่ายที่สุด ก็คือเริ่มจากตัวเองก่อน เริ่มที่ตัวเรา หลังจากนั้นก็ค่อยขยายผลไปยังคนอื่น ซึ่งเราไม่ได้มีเพียงแต่ทฤษฎี แต่เราปฏิบัติด้วย ขอให้มีใจที่จะทำแล้วจะเกิดผล

            “แบบอย่างที่เราทำให้เด็กเห็น ความดีจะต้องเรียนรู้จากคนรุ่นเก่าๆ ช่วยกันสร้างคนดีให้บ้านเมือง ทำให้เด็กเห็น แล้วเด็กจะทำตาม ถ้าผู้ใหญ่ไปทิศทางไหน เด็กก็จะไปทางนั้น ที่จริงบ้านเมืองเรามีปัญหามากมาย  ตัวอย่างที่ดีที่สุดคือ ในหลวง ร.9 ทรงทำตลอดพระชนม์ชีพ ซึ่งทุกคนก็รู้ ผมแค่โชคดีที่ส่งเสริมให้คนทำความดีแล้วจับต้องได้ ขอฝากให้ทุกคนช่วยกัน เป็นแบบอย่างให้ดีกับเด็กด้วย” อดีตประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวทิ้งท้าย 

 

ทำดีเพื่อให้เป็นอนุสาวรีย์มีชีวิต

                        “สร้างคนดีให้มีคุณธรรม ตามคำสอนพ่อ”

            ดร.แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต ประธานเสถียรธรรมสถาน กล่าวเปิดประเด็นเรื่องทำความดีว่า ต้องเริ่มจากการที่เรากล้าเปลี่ยนแปลงตัวเอง มีความสุขจากความพอเพียง โดยเรื่องของความสุขเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องการ  ซึ่งจะต้องไม่อยู่บนความทุกข์ของผู้อื่น และไม่มากเกินไปจนเป็นความละโมบ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ของเราเป็นผู้มีความสุขมากจากการใช้น้อย และท่านก็เป็นผู้ที่มีความสุขจากการสร้างด้วย อีกทั้งยังมีความสุขที่มาจากการให้ เป็นความสุขที่พระราชามี ซึ่งเราทุกคนเข้าถึงได้ และต้องกล้าพอที่จะไปถึงความดีที่ถูกต้อง

            แม่ชียังให้ความเห็นอีกว่า ถ้าเราจะสร้างสังคมที่มีคุณธรรม และมีเศรษฐกิจที่ทำให้เรารอด ก็อยากให้สังคมไทยมีความตั้งใจตั้งใจ หยุดทำชั่วและทำความดี ให้เป็นอนุสาวรีย์ที่มีชีวิต เพื่อถวายพระราชาของเรา ที่ไม่เคยตายไปจากใจ ขอให้ตั้งคำถามกับตัวเอง ว่าตั้งใจจะทำดีเช่นนั้นได้ไหมเพราะการที่เราจะบอกว่าท่านอยู่ในใจชั่วนิรันดร์ จะต้องเป็นการกระทำออกมาที่มีจิตสำนึก การที่เราคิดถึงท่าน และถ้าเราคิดอย่างนี้ตลอดเวลา ให้กล้าที่จะต่อสู้กับความอยุติธรรม กล้าที่จะเลิกทำสิ่งที่ไม่ดี เพราะตอนนี้เราต้องการสังคมเช่นนี้

            “สิ่งที่เราจะทำได้คือ ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหน คนไทยกว่า 70 ล้านคน จะทำดี ทำจนรู้สึกว่าท่านไม่ได้ตายไปจากใจของเรา ให้เราเป็นอนุสาวรีย์ที่มีชีวิตถวายต่อในหลวง ร 9 ของเรา” ดร.แม่ชีศันสนีย์ กล่าวทิ้งท้าย

            ทั้งหมดเป็นเพียงส่วนหนึ่งของแนวทางการสร้างคนดีในสังคม ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าการจะทำดีนั้น วิธีที่ง่ายที่สุดคือเริ่มที่ตัวเราเอง ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ท่านได้ทำเป็นแบบอย่างให้เราเห็นด้วย ไม่ใช่เพียงแค่ตรัสสอนเท่านั้น ถ้าทุกคนตระหนักเรื่องนี้เมื่อไหร่ เชื่อเลยว่าเด็กรุ่นหลังจะต้องเห็นแบบอย่างที่ดีจากผู้ใหญ่ ซึ่งจะเป็นทางหนึ่งในการสร้างคนดีให้มีคุณธรรม ตามคำสอนของพ่อ