
สปท.ร่อนจม.ถึงกลุ่มขั้วขัดแย้งขอข้อเสนอปรองดอง
สปท.ส่งจม.ถึงกลุ่มขั้วขัดแย้ง ขอข้อเสนอปรองดอง เล็งยกโมเดล “เปรม 66/23” เสนอรัฐบาลพิจารณา“นิกร”คาดทักษิณ ตอบรับข้อเสนอปรองดองของ “คสช.”เหตุสถานการณ์งอม
23 ม.ค. – คณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาศึกษา รวบรวมความเห็น วิเคราะห์ และสังเคราะห์ประเด็นการแก้ไขความขัดแย้งและการสร้างความปรองดองทางการเมือง ใน กมธ.ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่มีนายสังศิต พิริยะรังสรรค์ เป็นประธาน อนุ กมธ. ฯ แถลงถึงผลการพิจารณาเพื่อทำข้อเสนอและวิธีนำไปสู่การลดความขัดแย้งทางการเมืองและสร้างความปรองดอง นัดแรก
โดยนายสังศิต กล่าวว่าขณะนี้อนุกมธ.ฯ ได้ทำหนังสือไปยังพรรคเพื่อไทย, พรรคประชาธิปัตย์, กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) เพื่อขอข้อเสนอเพิ่มเติมต่อแนวทางสร้างความปรองดอง โดยอนุกมธ.ฯขอให้ทำเป็นเอกสารอย่างเป็นทางการและส่งถึงอนุกมธ. ภายใน 2 สัปดาห์ เพื่อให้คณะทำงาน ได้นำมาพิจารณาประกอบกับการทำแนวทางลดความขัดแย้งทางทางการเมือง และสร้างความปรองดอง ซึ่งอนุกมธ.จะนำรายงานที่เคยศึกษาไว้แล้วใน 9 คณะ อาทิ รายงานการวิจัยการสร้างความปรองดองแห่งชาติ จัดทำโดยสถาบันพระปกเกล้า, รายงานและร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ ฉบับที่มี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตส.ส.พรรคมาตุภูมิ เป็นประธาน, รายงานการสร้างความปรองดอง ฉบับที่นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เป็นประธาน เป็นต้น มาพิจารณา
นายสังศิต กล่าวด้วยว่า สิ่งที่อนุ กมธ.ฯ จะผลักดันต่อแนวทางการสร้างความปรองดองและลดความขัดแย้ง คือ จะนำนโยบาย 66/23 และ 66/25 ช่วงที่พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เป็นนายกฯ เพื่อยุติสงครามคอมมิวนิสต์กับรัฐบาลช่วงนั้น รวมถึงคำนึงถึงการสร้างสันติสุขของสังคมไทย ใช้หลักเมตตาธรรมให้อภัย ยุติความเคียดแค้น รวมถึงใช้หลักนิติธรรมที่เป็นมาตรฐานกับทุกฝ่าย ไม่เลือกปฏิบัติ นอกจากนั้นตนมั่นใจว่าการเริ่มต้นทำนโยบายปรองดองของรัฐบาลชุดปัจจุบันจะเป็นสัญญาณที่ดีทำให้ความปรองดองเกิดขึ้นจริงได้
ด้านนายนิกร จำนง สปท. ฐานะรองประธาน อนุ กมธ.ฯ คนที่หนึ่ง กล่าวว่า แนวคิดของนโยบาย 66/23 และ นโยบาย66/25 คือการใช้ขั้นตอนจากนโยบายของรัฐบาลเพื่อดำเนินการ ส่วนวิธีหรือขั้นตอนจะเป็นอย่างไรนั้นเป็นสิ่งที่ต้องศึกษากันต่อไป เพราะสถานการณ์ความขัดแย้งในปัจจุบันมีความยากกว่าในอดีต เนื่องจากเป็นความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับประชาชน สำหรับแนวทางที่อนุกมธ.ฯนำมาศึกษาเพื่อกำหนดข้อเสนอต่อรัฐบาลนั้น จะครอบคลุมทุกมิติและเป็นระบบ โดยจะนำประเด็นของผู้ที่อยู่เบื้องหลังการชุมนุมของประชาชนมาพิจารณาด้วย
ผู้สื่อข่าวถามว่า ประเด็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังนั้นคือจะเจรจาหรือส่งจดหมายไปยังนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ด้วยหรือไม่ นายนิกร กล่าวว่า “คงไม่ เพราะไม่ทราบว่าอดีตนายกฯ อยู่ที่ไหน เราไม่ทราบที่อยู่ แต่ส่วนตัวผมเชื่อว่า กรณีนี้คงมีการคุยกันอยู่ และเชื่อด้วยว่าสถานการณ์การเมืองตอนนี้สุกงอมเต็มที เปรียบเหมือนผลไม้ที่อยู่บนต้น พร้อมที่จะหล่นลงมา เหลือเพียงแค่การกางผ้าขาวม้าเพื่อรองรับเท่านั้น”
เมื่อถามต่อว่าในรายงานปรองดองทั้ง 9 ฉบับนั้นจะยกฉบับใดมาพิจารณาเป็นพิเศษ นายนิกร กล่าวว่า ส่วนตัวจะเสนอแนวทางการสร้างความปรองดองฉบับที่มีพล.อ.สนธิ เป็นประธาน เพราะตนเคยเป็นคณะทำงาน และมองว่ามีเนื้อหาที่สามารถนำไปใช้ได้ เช่น ข้อเสนอปรองดอง ฉบับของ พล.อ.สนธิ ที่มีข้อเสนอ 3 ประเด็น คือ 1.การนิรโทษกรรมล้างไพ่ทั้งหมด 2. การให้ผลการตรวจสอบคดีคอร์รัปชั่นและทุจริตของรัฐบาลนายทักษิณ โดยคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) กลับเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามปกติ และ 3. ให้เดินหน้าดำเนินคดีไปตามกระบวนการยุติธรรมที่ตรวจสอบมาแล้ว โดยในประเด็นนิรโทษกรรมนั้น ตนมองว่าไม่ควรนำมาพิจารณาเป็นอันดับแรก เพราะจะทำให้กระบวนการทำไม่สำเร็จ แต่หากไม่มีทางออกอื่นค่อยนำมาพิจารณาภายหลัง.



