
นายกฯต้องพิงหลังประชาชน
นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แสดงความมั่นใจว่าจะเดินหน้าแต่งตั้ง ผบ.ตร.ที่ตัวเองเลือกโดยไม่จำเป็นจะต้องสนใจว่าคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ หรือ ก.ต.ช.นั้น จะสกัดกั้นอย่างไร หรือไม่
เพราะนายกฯ ประกาศในรายการเชื่อมั่นประเทศไทยเมื่อวานนี้ว่า คุณสมบัติของคนที่นายกฯ เลือกนั้นครบถ้วนสมบูรณ์
ขณะที่ ก.ต.ช.บางคนบอกว่า ต้องการจะให้นายพลตำรวจทั้ง 9 คน ที่มีคุณสมบัติเข้าข่ายได้รับการเสนอชื่อเป็น ผบ.ตร.คนใหม่ได้ออกมาแสดงวิสัยทัศน์ก่อนที่จะเลือกคนใดคนหนึ่ง
จากนี้ไปนายกรัฐมนตรีต้องบอกให้ประชาชนเข้าใจให้กระจ่างว่า กระบวนการขั้นตอนและสิทธิอำนาจอยู่ที่ใครกันแน่ อยู่ที่นายกฯ หรืออยู่ที่ ก.ต.ช.
ถ้าหากนายกฯ ยังยืนยันจะเสนอชื่อของ พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ ตามที่เสนอคราวที่แล้วและพ่ายแพ้ไปด้วยมติ 5 ต่อ 4 ก็แปลว่า นายกฯ พร้อมที่จะเผชิญกับการท้าทายใน ก.ต.ช.
หาก ก.ต.ช.ยืนยันเหมือนเดิม กฎหมายระบุไว้อย่างไร ว่านายกรัฐมนตรีมีสิทธิจะเดินหน้าทูลเกล้าฯ ถวายชื่อของ พล.ต.อ.ประทีป คนเดียวเพื่อแต่งตั้งหรือไม่ หรือว่า ก.ต.ช.อาจจะอ้างว่า ถูกต้อง แต่ไม่ชอบธรรม
ฉะนั้น จะกลายเป็นประเด็นปัญหาการเมืองที่จะยืดเยื้อและยาวนาน
จริงๆ แล้ว คนที่จะเป็น ผบ.ตร.ต้องทำงานกับนายกรัฐมนตรีได้ ถ้าหากเป็นคนที่อยู่คนละข้างกับนายกฯ หรือไม่ใช่คนที่นายกรัฐมนตรีไว้วางใจ ก็จะเป็นเรื่องยากที่จะคาดหวังว่า ผบ.ตร.คนใหม่จะสามารถทำหน้าที่ผู้บังคับบัญชาตำรวจทั้งประเทศได้ โดยเฉพาะประเด็นความมั่นคง ความปลอดภัย และการพิทักษ์สันติราษฎร์
ฉะนั้น ถ้าหากนายกรัฐมนตรีมีความมั่นใจว่าจะสามารถเดินหน้าต่อไปได้ นายกฯ ต้องออกมาบอกกล่าวกับประชาชนว่า ขั้นตอนกระบวนการและพื้นฐานของความมั่นใจของนายกรัฐมนตรีนั้นอยู่ที่ไหน เพื่อประชาชนจะได้รับรู้ว่า ถ้าหากนายรัฐมนตรีตั้งใจจะเดินหน้าเพื่อที่จะให้ได้คนที่ตัวเองต้องการเป็น ผบ.ตร. จะต้องเจอกับประเด็นกฎหมายอะไรบ้าง และจะต้องเผชิญหน้ากับ ก.ต.ช.และคนที่ไม่เห็นด้วยอย่างไร
แน่นอนว่า เรื่องนี้นายกฯ ต้องเอาประชาชนเป็นพวก
สุทธิชัย หยุ่น



