ข่าว

ประชาชนยังคงต่อแถวเข้าถวายสักการะพระบรมศพเนืองแน่น

ประชาชนยังคงต่อแถวเข้าถวายสักการะพระบรมศพเนืองแน่น

22 ม.ค. 2560

หลังพิธีสตมวารหนึ่งร้อยวันผ่านพ้นไป ประชาขนเข้ากราบสักการะพระบรมศพเนืองแน่น

ประชาชนยังคงต่อแถวเข้าถวายสักการะพระบรมศพเนืองแน่น

          บรรยากาศการเปิดให้ประชาขนเข้ากราบสักการะพระบรมศพในวันที่ 81 หลังพิธีสตมวารหนึ่งร้อยวันผ่านพ้นไป และทันทีที่ทางสำนักพระราชวังเปิดให้เข้าสักการะพระบรมศพ ปรากฎว่าประชาชนทั่วทุกสารทิศใช้เวลาวันหยุดเดินทางเข้ามาสักการะพระบรมศพอย่างต่อเนื่อง ในบรรยากาศร่มรื่นช่วงเช้า โดยเจ้าหน้าที่เปิดให้ประชาชนเข้าไปยังพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ตั้งแต่เวลา 04.45 น. ซึ่งพสกนิกรค่อยๆ เดินเข้าไปยังพระบรมหาราชวังอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
          นายวรยุทธ เนาวรัตน์ ผู้อำนวยการกองอาสารักษาดินแดน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า การอำนวยความสะดวกให้ประชาชนกับที่จะเข้ามากราบถวายพระบรมศพ หลังจากครบรอบ 100 วัน ทางกระทรวงมหาดไทยจะยังคงดำเนินการต่อเนื่องเหมือนเดิม แต่จะปรับแผนจากเดิม วันละ 4 จังหวัด มาเป็นวันละ 3 จังหวัด และแบ่งเป็นโซนตามขนาดของพื้นที่ตามลำดับ คือ จังหวัดที่มีขนาดใหญ่ (ประชากรเกิน1ล้านคน) วันละ 750 คน จังหวัดขนาดกลางประชากรเกิน 5แสนคน) วันละ 500 คน จังหวัดขนาดเล็ก ประชากรต่ำกว่า 5 แสนคน วันละ 300 คน รวมวันละประมาณ 1,500 คน โดยจะอำนวยความสะดวกให้ประชาชนที่จะเข้ามากราบพระบรมศพ ไปจนถึงวันที่ 30 ก.ย. นี้ ยกเว้นวันหยุดราชการ วันหยุดนักขัตฤกษ์

ประชาชนยังคงต่อแถวเข้าถวายสักการะพระบรมศพเนืองแน่น

          ขณะที่ นางสรัญญา กิ่งวงษา แม่บ้านายุ 42 ปี จาก จ.กำแพงเพชร พาลูกสาว ด.ญ.สรัญญนัฐ ก้อนศรี นักเรียนชั้น ป.4 มาเข้ากราบสักการะพระบรมศพตามความตั้งใจ โดยเผยว่าเดินทางมาถึงกรุงเทพตั้งแต่วันศุกร์ที่ 20 ม.ค. ซึ่งตามที่ตั้งใจไว้จะมาเข้ากราบในวันครบร้อยวัน แต่เห็นข่าวออกว่างดให้เข้ากราบสักการะ จึงเดินทางไปพักที่บ้านเพื่อนก่อน แล้วรอให้ถึงวันอาทิตย์ที่ 22 ม.ค. พร้อมปลุกลูกสาวมาตั้งแต่ ตี 5 เพราะคิดว่าคนต้องเยอะและรอนานถึงบ่ายแน่ๆ แต่ก็ได้เข้ากราบในเวลาไม่นาน และอากาศก็ไม่ร้อนเกินไป ดีใจมากที่เป็นวันที่ทุกอย่างลงตัวผ่านไปด้วยดี
         “เราตั้งใจจะมาตั้งแต่วันแรกๆ แต่พอดียังต้องเลี้ยงลูกเล็กๆ อีก 2 คน คิดหลายครั้งว่าจะพามาทั้งบ้านแต่ก็กลัวลูกจะงอแง ไม่ก็วิ่งซนไปรบกวนคนอื่นๆ เลยหาเวลาที่มีคนช่วยเลี้ยงแล้วเดินทางมากับลูกสาวคนโต ซึ่งเขาเองกลับเป็นคนรบเร้าบอกให้เราพามาได้แล้ว คงเพราะเราเล่าให้เขาฟังตลอดว่าในหลวงทำอะไร เห็นเราร้องไห้เวลาคิดถึงท่าน ที่โรงเรียนก็สอนให้เขารักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ กับเหตุการณ์นี้ลูกจึงรับรู้เข้าใจ และพร้อมมารอเข้ากราบกับแม่ไม่บ่นเหนื่อยเลย ตอนเข้าไปจะก้มกราบก็น้ำตาคลอ เป็นระยะเวลาสั้นๆ ที่เราได้กราบลาพระองค์ท่าน สะกิดบอกลูกว่าพระองค์อยู่ในนั้นนะ (พระโกศ) ให้ตั้งใจก้มกราบ ขอบคุณพระองค์ท่าน เพราะตัวเองและลูกไม่เคยมีโอกาสได้รับเสด็จเลย ครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในชีวิตเราและลูกจริงๆ” นางสรัญญา กล่าวด้วยความปลื้มใจ

ประชาชนยังคงต่อแถวเข้าถวายสักการะพระบรมศพเนืองแน่น

          นางนงลักษณ์ สุมาลี อายุ 50 ปี ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนบุญวัฒนา จ.นครราชสีมา เดินทางมาพร้อมลูกสาว ด.ญ.รุ่งรัตน์ สุมาลี วัย 10 ขวบ นักเรียนชั้น ป.5 โรงเรียนอนุบาลนครราชสีมา เปิดเผยว่า โรงเรียนบุณวัฒนา เป็นโรงเรียนที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงวางศิลาฤกษ์ โดยมี สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในพระเจ้าอยู่รัชกาลที่ 9 พร้อมด้วย สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี โดยเสด็จฯ เมื่อ 40 กว่าปีที่ผ่านมา โดยในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้พระราชทานชื่อโรงเรียนให้ด้วย เป็นการนำชื่อของคนที่บริจากที่ดินมาผนวชเป็นชื่อโรงเรียน นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดไม่ได้
          “พระองค์ทรงงานตลอดพระชนม์ชีพ ได้กราบและบอกกับพระองค์ว่าจะเป็นครูที่ดี สอนลูกศิษย์ให้เป็นคนดี การเป็นครูของดิฉัน นับเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง เพราะได้มีโอกาสสอนเยาวชนคนรุ่นใหม่ โดยน้อมนำปรัชญาในหลวงรัชกาลที่ 9 ในเรื่องของเป็นคนดีอยู่ในสังคม มีความมุ่งมั่นตั้งใจ อยู่อย่างพอเพียง ไม่ฟุ้งเฟ้อ รวมถึงสอนลูกตนเองด้วย” ครูนงลักษณ์ กล่าว

ประชาชนยังคงต่อแถวเข้าถวายสักการะพระบรมศพเนืองแน่น

          นาวาโทหญิงสมยา กรรณสมบัติ อายุ 72 ปี อดีตข้าราชการกรมการเงินทหารเรือ ซึ่งเดินทางจากบ้านย่านพุทธมณฑลมากราบสักการะพระบรมศพตั้งแต่ 06.00 น. เป็นครั้งที่ 3 กล่าวทั้งน้ำตาแห่งความอาลัยจากการจากไปของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชว่า ทรงเป็นเหมือนพ่อ เหมือนเทวดา ฝนไม่ตกก็ทำให้ฝนตกได้ ดินเปรี้ยวก็เปลี่ยนเป็นดินดี ทรงปลูกหญ้าแฝก ทำฝายเพื่อความสุขของประชาชนเสมอมา ตัวเองเป็นอดีตข้าราชการกรมการเงินนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณเหลือล้นทำให้ตัวเองมีเงินบำนาญไว้กินไว้ใช้จนแก่เฒ่า
          “ตลอดเวลาที่ทำงานเป็นข้าราชการอยู่กับเงิน ยึดมั่นเสมอว่าต้องทำงานอย่างซื่อสัตย์ เห็นเงินเป็นเศษกระดาษ หลังจากเกษียณก็ยังตั้งตนอยู่ในความซื่อสัตย์ สุจริต ไม่คดโกง และพอเพียงใช้เงินอย่างประหยัดไม่ฟุ้งเฟ้อ อีกทั้งสอนให้ลูกหลานเป็นคนดีรู้จักเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และรักประเทศชาติ ตัวเองแม้อายุ 72 ปีแล้ว แต่ก็พยายามมากราบสักการะพระบรมศพทุกครั้งที่มีโอกาสและสภาพร่างกายเอื้ออำนวย อีกทั้งตั้งใจว่าในวันถวายพระเพลิงพระบรมศพจะมานอนค้างที่สนามหลวงเพื่อรอเฝ้าฯ รับเสด็จเป็นครั้งสุดท้าย” ข้าราชการบำนาญกล่าว