
สศช.ย้ำเศรษฐกิจไทยพ้นจุดต่ำสุดจีดีพีไตรมาสสองติดลบ4.9%-ครึ่งหลังระวังน้ำมัน-การเมือง
สศช.เผยเศรษฐกิจไตรมาส 2 ติดลบ 4.9% ยันไทยผ่านจุดต่ำสุดแล้ว คาดจีดีพีทั้งปีหดตัวไม่เกิน 3.5% เตือน "การเมือง-น้ำมัน-ไข้หวัด" ปัจจัยเสี่ยง มองหากการเมืองรุนแรงอาจกดดันเศรษฐกิจติดลบมากขึ้น ต้องประเมินใหม่อีกรอบ
นายอำพน กิติอำพน เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 ขยายตัวดีกว่าไตรมาสแรกปีนี้ 2.3% แต่ยังคงหดตัว 4.9% เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกที่อยู่ในระดับ 7.1% รวมครึ่งปีแรกจีดีพีหดตัว 6% ซึ่งการปรับตัวดีขึ้นของจีดีพีไตรมาส 2 แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยผ่านพ้นจุดต่ำสุด หรือภาวะถดถอยรุนแรงแล้ว และมีสัญญาณการปรับตัวในทิศทางดีขึ้นในช่วงปลายไตรมาส 2 ทั้งจากการว่างงานที่น้อยลง การผลิตสินค้าอุตสาหกรรมส่งออกดีขึ้นส่งผลให้การใช้กำลังการผลิตมากขึ้น การนำเข้าสินค้าวัตถุดิบก็เพิ่มขึ้น และจากการลงทุนภาครัฐที่เร่งรัดเต็มที่
"ในครึ่งปีหลังคาดเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวและกลับมาขยายตัวเป็นบวกได้ในไตรมาสสุดท้าย เพราะเปรียบเทียบปีต่อปี ไตรมาส 4 ปีก่อนหดตัวรุนแรงถึง 4.2% ซึ่งเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวเป็นผลจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่เริ่มส่งผลดีต่อการส่งออก การใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐเพิ่มขึ้น ภายใต้แผนกระตุ้นเศรษฐกิจและแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง จะส่งผลให้ทั้งปีเศรษฐกิจไทยติดลบต่ำสุดที่ 3.1% หรือหดตัวอยู่ที่ช่วง 3-3.5% และจะทำให้การว่างงานน้อยลงอยู่ที่ 5-6 แสนราย ไม่ถึง 1 ล้านรายตามคาดการณ์เดิม" นายอำพน กล่าวและว่า คาดการณ์ใหม่ที่หดตัว 3-3.5% แคบลงจากช่วงประมาณการเดิมเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 52 ที่คาดว่าจะหดตัว 2.5-3.5%
สำหรับปัจจัยเสี่ยงในช่วงครึ่งปีหลังได้แก่ การแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 การเมืองภายในประเทศ และราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นและมีความผันผวน หากน้ำมันดิบเฉลี่ยทั้งปีเกินกว่าที่คาดการณ์ 60-65 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และการเมืองยังวุ่นวายเช่นที่เกิดขึ้นในเดือนเมษายนที่ผ่านมา สศช.อาจจะต้องปรับประมาณการใหม่อีกรอบ ฉะนั้นการบริหารเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง รัฐบาลยังต้องเข้มงวดกับการแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่ 2009 เร่งรัดใช้จ่ายงบในช่วงไตรมาส 4 ของปีงบ 2552 หรือช่วงเดือนกรกฎาคม-กันยายน เร่งรัดให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐปล่อยสินเชื่อให้ผู้ประกอบการและเอสเอ็มอี ดูแลให้เกษตรกรได้รับประโยชน์จากราคาสินค้าเกษตรอย่างสมควร และที่สำคัญดูแลค่าเงินให้เหมาะสม



