ข่าว

รายงาน-เรตติ้ง"น่าเป็นห่วง"

รายงาน-เรตติ้ง"น่าเป็นห่วง"

25 ส.ค. 2552

น่าเป็นห่วงไม่น้อยกับเสถียรภาพของ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ในฐานะรั้งตำแหน่งผู้นำสูงสุดในฝ่ายบริหาร

ภายหลังจากเอแบคโพลล์ตอกย้ำสภาวะอันน่า "ประหวั่นพรั่นพรึง" กับผลสำรวจชุดล่าสุด ที่สอบถามเกี่ยวกับผู้สมควรดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.)

 แม้เสียงเชียร์จะเทไปให้ตัวเต็งที่อยู่ในใจของ "อภิสิทธิ์" อย่าง พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ จเรตำรวจ ถึง 62.8% ทิ้งห่างแคนดิเดตอันดับสอง คือ พล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย ที่ได้เพียง 47.6%

 แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เรตติ้งของ "อภิสิทธิ์" ดีขึ้นมาเลยแม้แต่น้อย

 ในทางตรงกันข้าม กลับมีเสียงสะท้อนดังออกมาว่า "อภิสิทธิ์" กำลังเสียท่าอดีตผู้นำ ที่พ่วงสถานะ "นักโทษชาย" เร่ร่อนอยู่ต่างแดนอย่างไม่น่าเชื่อ

 ทั้งในแง่ของความมี "ภาวะผู้นำ" และ "ความนิยมชมชอบ" !!!

 โดย "ทักษิณ ชินวัตร" ได้รับคะแนนความเป็นผู้นำ 54.41 ขณะที่ "อภิสิทธิ์" ตามหลังอยู่ที่ 49.83

 ส่วนความนิยมของประชาชนที่มีต่อ "ทักษิณ" นั้น ก็มีคะแนนนำด้วยเหมือนกัน คือ 43.6 ขณะที่ "อภิสิทธิ์" ได้เพียง 39.8

 จริงอยู่ที่ว่า ส่วนต่างของคะแนน เรียกได้ว่าแทบจะ "หายใจรดต้นคอ" ไม่อาจถือเป็นตัวชี้ขาดได้ เพราะโอกาสพลิกกลับยังเป็นไปได้สูง

 แต่ก็ต้องไม่ลืมเหมือนกันว่า คะแนนที่ออกมาอย่างนี้ ท่ามกลางสภาวะที่รัฐบาลผ่านการบริหารประเทศมาแล้ว 6 เดือน และจะว่าไปแล้วก็มีผลงานออกมาพอสมควร

 มันสะท้อนได้อย่างหนึ่งว่า สิ่งที่รัฐบาลได้ลงทุนลงแรงไปนั้น มันยังไม่ได้ผล !!!

 นั่นหมายความว่า หากรัฐบาลยุบสภาวันนี้ ก็แทบหวังโอกาสที่จะได้กลับมาใหม่ไม่ได้เลย

 ต้อยอมรับว่า ภาวะความเป็นผู้นำของ "อภิสิทธิ์" ได้รับการยกนิ้ว ยอมรับกันอย่างกว้างขวางทั้งในและนอกประเทศ ภายหลังเหตุการณ์สลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงในช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา

 เพราะสามารถบัญชาการจนเหตุการณ์สงบเรียบร้อย และกำราบ "เสื้อแดง" จนต้องเป็นฝ่ายถอยทัพ พร้อมกับเสียรังวัดไปพะเรอเกวียน

 นับจากนั้น "อภิสิทธิ์" ก็ยังคงประคองสถานะของตัวเองเหนือกว่าพรรคร่วมรัฐบาลได้อีกหลายช็อต ไม่ว่าจะเป็นการกล้าสั่งเบรกโครงการต่างๆ ของพรรคร่วมรัฐบาล เช่น รถเมล์เอ็นจีวี ฯลฯ

 "อภิสิทธิ์" อยู่ในสถานะที่เป็นต่ออยู่หลายแต้มในช่วงเวลานั้น เพราะไม่ว่าจะตัดสินใจดำเนินการสิ่งใด ล้วนได้รับการตอบรับจากกระแสสังคมทันควัน

 กระทั่งพรรคร่วมเองต้องปลี่ยนมาเป็นฝ่าย "เกาะเรตติ้งอภิสิทธิ์" 

 แต่นับจาก "อภิสิทธิ์" เอาตัวเข้ามาพัวพันกับคดีลอบสังหาร สนธิ ลิ้มทองกุล กระทั่งเกิดการล้วงลูกในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

 ดูเหมือนเรตติ้งของ "อภิสิทธิ์" จะค่อยๆ ลดลงเรื่อยๆ

 และจุดสูงสุดที่ชี้วัดสภาวะความเป็นผู้นำที่มีความเด็ดขาดนั้น เห็นจะอยู่ตรงเหตุการณ์ตั้งรักษาการผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ด้วยเชื่อลึกๆ ว่า "พล.ต.อ.พัชรวาท" มีส่วนขัดขวางการคลี่คลายคดีลอบสังหาร

 ขณะเดียวกันก็กลับมีกระแสที่มากกว่านั้น ในประเด็นฝ่ายการเมืองมีเจตนาต้องการ "ล้วงลูก" โผแต่งตั้งโยกย้ายเป็นด้านหลัก เพราะจากเหตุการณ์คราวนั้น ได้สะท้อนให้เห็นว่า "อภิสิทธิ์" ไม่กล้าตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่งกับ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ จนส่งผลให้เกิดการยักแย่ยักยันกันมาจนถึงเดี๋ยวนี้

 และการไม่กล้าตัดสินใจของ "อภิสิทธิ์" นั้น ก็ถูกมองว่า เป็นเพราะไม่กล้าขัดแย้งกับพรรคร่วมรัฐบาลอย่าง พรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นการรวมกำลังของ "กลุ่มการเมือง" และ "กลุ่มสีเขียว" เป็นฐานที่มั่นค้ำยันรัฐบาลให้อยู่ได้

 รวมถึงเป็นกลุ่มที่ทรงพลังและมีบทบาทสำคัญในการยกให้ประชาธิปัตย์เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลแข่งกับพรรคเพื่อไทย และส่งให้ "อภิสิทธิ์" ขึ้นแท่นนายกรัฐมนตรีที่มีอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

 ด้วยเหตุนี้ เมื่อคิดจะปลด "ผบ.ตร." ก็ทำไม่ได้ เนื่องจากเกรงจะกระทบความสัมพันธ์กับพรรคร่วม และ "บิ๊กสีเขียว" ในรัฐบาลที่มีสถานะเป็นพี่ชายของ พล.ต.อ.พัชรวาท จึงเกิดการเล่น "เจ้าล่อเอาเถิด" กันจนเสียรังวัดไปอื้อซ่า

 จากจุดนี้แหละที่ทำให้สังคมเริ่มเล็งเห็นแล้วว่า "อภิสิทธิ์" ไม่ได้ใช้ภาวะผู้นำที่เพียงพอในการบริหาร ซ้ำยังได้แสดงให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ด้วยว่ารายการโยกย้ายตำรวจมีการ "ล้วงลูก" อย่างโจ๋งครึ่ม

 นอกจากนั้น การที่มีข่าว "คนใกล้ชิด" เข้าไปวุ่นวายกับโผแต่งตั้งโยกย้าย โดย "อภิสิทธิ์" ไม่ปริปากว่าจะมีการสอบสวนทวนความอย่างจริงจัง เหมือนกับการสอบในฝ่ายคนใกล้ชิดของ "พล.ต.อ.พัชรวาท" เลย

  กระทั่งความเลยมาถึงวันลงมติแต่งตั้ง ผบ.ตร.คนใหม่ ที่ "อภิสิทธิ์" ต้องหน้าแตกเป็นเสี่ยงๆ เมื่อที่ประชุม ก.ต.ช.ไม่ลงมติเลือก "พล.ต.อ.ปทีป" ตามการเสนอของคนเป็นนายกรัฐมนตรี

 ส่งผลให้ต้องวิ่งเคลียร์กันวุ่นวายระหว่าง "อภิสิทธิ์" กับอีก 2 บิ๊กในพรรคประชาธิปัตย์ อย่าง สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง และ นิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี

 ที่สำคัญประเด็นร้อนนี้ ยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลงง่ายๆ เมื่อฝ่าย ก.ต.ช.ก็ดูเหมือนจะยืนกรานว่า ไม่เลือก "พล.ต.อ.ปทีป" เหมือนเดิม งานนี้ "อภิสิทธิ์" ยังพอจะเหลือโอกาสพิสูจน์ภาวะผู้นำได้อยู่ หากว่าท้ายสุดแล้ว ผบ.ตร.คนใหม่ปรากฏชื่อ "พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ"

 ไม่เช่นนั้นแล้ว ท่ามกลางสภาวะที่ลุ่มๆ ดอนๆ ของพรรคร่วมรัฐบาล บวกกับปัจจัยภายนอกที่ถูกขย่มอย่างต่อเนื่องจาก "นักโทษชายทักษิณ" จะยิ่งทำให้สถานการณ์ของทั้ง "อภิสิทธิ์" และพรรคประชาธิปัตย์ย่ำแย่ลงกว่าที่เป็นอยู่

 ถึงเวลานั้นจริงๆ "ยุบสภา" ก็อาจไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุดของพรรคประชาธิปัตย์อยู่ดี !!!

 โต๊ะข่าวการเมือง