
งานเชือดไก่ให้ลิงดู
คงเป็นความกล้าหาญในการตัดสินใจครั้งแรกของรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ซึ่งได้ลงนามสั่งปลด นายสุริยงค์ หุณฑสาร ผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์ เนื่องจากที่ผ่านมาเห็นว่ามีข้อผิดพลาดซ้ำซาก โดยเฉพาะกรณีการถ่ายทอดรายการ เชื่
นอกจากนั้นนายสาทิตย์ได้แต่งตั้งนางรัตนา เจริญศักดิ์ ผู้อำนวยการสำนักประชาสัมพันธ์ เขต 5 จ.สุราษฎร์ธานี ขึ้นนั่งตำแหน่งผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 แทน และอธิบายว่าสาเหตุที่ต้องปลดนายสุริยงค์ออก เนื่องจากไม่ต้องการให้เกิดเหตุการณ์ผิดพลาดซ้ำซากอีกต่อไป เพราะหากเป็นการถ่ายทอดสดงานพระราชพิธีสำคัญจะทำให้เกิดความเสียหายใหญ่หลวง
กว่านายสาทิตย์จะรวบรวมความกล้าหาญจัดการกับบุคลากรในช่อง 11 ได้ ก็เกิดความเสียหายและเสียโอกาสมากมาย เพราะกรมประชาสัมพันธ์ไม่ได้ถูกใช้ให้เป็นช่องทางสำหรับอธิบายให้ประชาชนได้รับรู้ข้อมูลข่าวสาร หลังจากเครือข่าย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ประกาศสงครามสื่อกับรัฐบาลเพื่อแย่งชิงมวลชน สร้างความปั่นป่วนวุ่นวายในบ้านเมืองจนทุกวันนี้
นายสาทิตย์ต้องกล้าเชือดไก่ให้ลิงดูครั้งนี้ หลังจากข้าราชการประจำได้แสดงความกระด้างกระเดื่องต่อนักการเมือง โดยเฉพาะรัฐมนตรีค่ายประชาธิปัตย์ แม้แต่นายกฯ อภิสิทธิ์ก็ถูกแข็งขืน ลองของในกรณีขอให้คณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติเห็นด้วยกับการแต่งตั้ง พล ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ เป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนใหม่ แต่ถูกต้านโดยข้าราชการและนักการเมืองร่วมรัฐบาล สร้างความเสื่อมต่ออำนาจและตำแหน่งผู้นำรัฐบาลอย่างมาก และความเสียหายที่ผ่านมาย่อมมาจากการทำงานไม่มีประสิทธิภาพของนายสาทิตย์ในการไม่ใช้ประโยชน์จากสื่อแก้ไขวิกฤติบ้านเมือง
นายสาทิตย์ยังต้องพิจารณาผลงานและพฤติกรรมของอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ด้วยเช่นกัน ว่าได้ทำงานเพื่อบ้านเมืองอย่างจริงจัง เหมาะกับสถานการณ์หรือไม่ การตัดสินใจปลดผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 คงเป็นเพราะนายสาทิตย์รู้ดีว่า ในสภาพการณ์เช่นนี้ ถ้าไม่เชือดไก่ให้ลิงดู นายสาทิตย์นั่นแหละจะเป็นลิงที่ต้องถูกเชือดเสียเอง เพราะผลงานที่ผ่านมานั้นสอบตก จนคนในพรรคประชาธิปัตย์เอือมระอา และสงสัยว่านายสาทิตย์มีอะไรดีจึงได้นั่งเก้าอี้อยู่ได้ ทั้งๆ ที่ไร้ผลงานอย่างเห็นได้ชัด
การปลดครั้งนี้คงเป็นก้าวแรก เพราะปัญหายังค้างอยู่อีกมากมายในทีวีช่อง 11 นอกจากเป็นแหล่งผลประโยชน์แล้ว ยังมีอำนาจการเมืองแฝงอยู่อย่างหนาแน่น สร้างปัญหาให้บ้านเมือง ไม่ได้ถูกกำกับให้ทำหน้าที่อย่างแท้จริง เพราะผู้ควบคุมดูแลนอกจากไร้วิสัยทัศน์แล้ว ยังขาดบารมีและความกล้าหาญ ซึ่งจำเป็นสำหรับการยอมรับโดยกลุ่มข้าราชการประจำ ดังนั้น การกระทำที่เด็ดขาดควรเกิดขึ้นในหน่วยงานอื่นๆ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการบริหารบ้านเมือง และต้องไม่กลัวว่าเป็นการแทรกแซงข้าราชการประจำ แต่เป็นการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลต่างหาก



