น้ำท่วมนราธิวาสรอบ3ในหลายพื้นที่
นราธิวาส ประสบภัยน้ำท่วมอีกระลอก หลังฝนกระหน่ำตลอดคืนที่ผ่านมา ทั้งโรงเรียน ถนน บ้าน และสวนจมน้ำหลายพื้นที่ สั่งเฝ้าระวังใกล้ชิด
ผู้สื่อข่าวรายงานจากพื้นที่ จ.นราธิวาส แจ้งว่า ในช่วงตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา (19 ม.ค.)ม ได้มีฝนตกลงมาอย่างหนักเป็นช่วงๆ จากการตระเวนตรวจสอบในพื้นที่บ้านสาเมาะ หมู่ที่ 1 ต.บองอ อ.ระแงะ พบว่ามีบ้านเรือนของประชาชน โรงเรียนบ้านสาเมาะในสังกัดสำนักงานการประถมศึกษานราธิวาส ที่ปลูกสร้างอยู่ในพื้นที่ราบลุ่ม รวมทั้งพืชที่ทางการเกษตรของประชาชน มีน้ำท่วมขังแล้วเป็นวงกว้าง โดยระดับน้ำท่วมขังสูงโดยเฉลี่ย 30-50 ซ.ม. โดยเฉพาะโรงเรียนบ้านสาเมาะ มีน้ำท่วมขังจนเข้าภายในห้องเรียน ถือเป็นเหตุภัยพิบัติน้ำท่วมรอบที่ 3 ในพื้นที่ จ.นราธิวาส ในช่วงที่ผ่านมา
นอกจากนี้ผลพวงของฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่องและยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดตกนั้น ส่งผลทำให้ถนนสายหลักที่เชื่อมต่อระหว่าง อ.จะแนะ กับ อ.สุคิริน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเส้นทางระหว่างหุบเขาทั้งสองฟาก มีน้ำท่วมขังเป็นระยะ โดยมีความสูงโดยเฉลี่ยประมาณ 1 เมตร ทำให้ยานพาหนะทุกชนิดไม่สามารถแล่นผ่านได้ หากมีความจำเป็นก็สามารถใช้เส้นทางอ้อมไปทางด้าน อ.สุคิริน
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ที่ฝนกำลังตกลงมาอย่างต่อเนื่องในครั้งนี้ มีแนวโน้มจะขยายวงกว้างอย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่ส่งผลกระทบต่อแม่น้ำสายหลัก 3 สาย คือ แม้น้ำสุไหงโกลก บางนราและสายบุรี มีสภาวะน้ำล้นตลิ่งแต่อย่างใด และวันนี้ (20 ม.ค.) นายสิทธิชัย ศักดา ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส ได้ประกาศเตือนให้ประชาชนเฝ้าระวังเกิดน้ำท่วมฉับพลันและเกิดดินถล่มได้ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะ อ.สุคิริน อ.จะแนะ ซึ่งเป็นอำเภอที่มีน้ำป่าไหลผ่าน เพื่อระบายลงสู่พื้นที่ราบลุ่มอย่างใกล้ชิด
นายเลิศชัย ศรีอนันต์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา กรมชลประทาน เปิดเผยวันนี้ (20 ม.ค.) ว่า กรมอุตุนิยมวิทยา ได้คาดการณ์สภาวะอากาศระยะนี้ว่า บริเวณความกดอากาศสูงกำลังค่อนข้างแรงจากประเทศจีนอีกระลอกแผ่เสริมลงมาปกคลุมถึงประเทศเวียดนามตอนบนและทะเลจีนใต้แล้ว และจะแผ่ลงมาปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือในวันนี้ ทำให้มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทย และภาคใต้มีกำลังแรงขึ้น ส่งผลให้ในช่วงวันที่ 20-21 มกราคม 2560 ภาคใต้มีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่งบริเวณจังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ส่วนในช่วงวันที่ 22-25 มกราคม 2560 ภาคใต้จะมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณจังหวัดสงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส
สภาพฝนในพื้นที่ภาคใต้ มีฝนตกหนักลงมาเพิ่มเติมในพื้นที่ตอนล่างของภาค ณ วันที่ 20 มกราคม วัดปริมาณฝนสูงสุดในพื้นที่ต่างๆได้ ดังนี้ จ.นครศรีธรรมราช อ.เมือง 34 มิลลิเมตร จ.ตรัง อ.เมือง 21 มิลลิเมตร จ.สงขลา อ.หาดใหญ่ 74 มิลลิเมตร จ.ปัตตานี อ.หนองจิก 55 มิลลิเมตร และที่จ.นราธิวาส มีฝนตกหนักถึงหนักมากในเขตอ.เมือง 272 มิลลิเมตร อ.ยี่งอ 335 มิลลิเมตร อ.เจาะไอร้อง 243 มิลลิเมตร และอ.ระแงะ 271 มิลลิเมตร ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำโก-ลกและคลองตันหยงมัสสูงขึ้น โครงการชลประทานนราธิวาส ได้รายงานสถานการณ์น้ำไปยังจังหวัดนราธิวาส เพื่อแจ้งเตือนประชาชนให้เตรียมรับมือสถานการณ์น้ำแล้ว
สำหรับสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ ส่วนใหญ่เข้าสู่ภาวะปกติแล้ว คงเหลือพื้นที่น้ำท่วมขังในบริเวณจังหวัดสุราษฎร์ธานี ระดับน้ำในแม่น้ำตาปีลดลงอย่างต่อเนื่อง กรมชลประทาน ได้ติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำเพิ่มเติมบริเวณคลองบางกล้วยใหญ่และคลองพุนพิน เพื่อให้น้ำไหลไปลงแม่น้ำตาปีและออกสู่ทะเลได้เร็วขึ้น ปริมาณน้ำท่วมขังคงเหลือประมาณ 135 – 140 ล้านลูกบาศก์เมตร ระบายน้ำออกสู่ทะเลได้ประมาณวันละ 50 – 60 ล้านลูกบาศก์เมตร หากฝนไม่ตกเพิ่ม คาดว่าจะเข้าสู่ภาวะปกติภายใน 4 – 6 วัน
ส่วนที่จังหวัดนครศรีธรรมราช คงเหลือพื้นที่น้ำท่วมขังในบริเวณลุ่มน้ำปากพนัง ปริมาณน้ำที่ท่วมขังคงเหลืออยู่ประมาณ 280 ล้านลูกบาศก์เมตร ปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นเนื่องจากมีฝนตกลงมาอีก การระบายน้ำยังเร่งสูบออกอย่างต่อเนื่องวันละประมาณ 80 – 100 ล้านลูกบาศก์เมตร หากฝนไม่ตกเพิ่ม คาดว่าจะเข้าสู่ปกติภายใน 3 – 5 วัน
ในพื้นที่จังหวัดสงขลา ยังคงมีน้ำท่วมขังในที่ลุ่มต่ำริมทะเลสาบสงขลา บริเวณอ.ระโนด อ.กระแสสินธุ์ อ.สทิงพระ และอ.สิงหนคร ระดับน้ำท่วมสูงประมาณ 0.1 – 0.3 เมตร แนวโน้มลดลง คงเหลือปริมาณน้ำท่วมขังประมาณ 23 ล้านลูกบาศก์เมตร ศักยภาพการระบายน้ำได้วันละประมาณ 5 – 7 ล้านลูกบาศก์เมตร หากไม่มีฝนตกคาดว่าจะเข้าสู่ภาวะปกติภายใน 3 – 4 วัน
สำหรับเครื่องสูบน้ำที่ได้ทำการติดตั้งตามพื้นที่ต่างๆในภาคใต้ ปัจจุบันมีจำนวนทั้งสิ้น 164 เครื่องที่ออกไปปฏิบัติการ ส่วนเครื่องผลักดันน้ำ มีจำนวนทั้งสิ้น 107 ลำที่ออกปฏิบัติการ และสถานีสูบน้ำอีก 10 สถานี ที่ทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพการระบายน้ำ ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้ย้ำทุกโครงการชลประทานในภาคใต้ จัดเจ้าหน้าที่ติดตามสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง และรายงานสถานการณ์น้ำให้ทางจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบอย่างต่อเนื่อง เพื่อแจ้งเตือนประชาชนให้เตรียมการรับมือสถานการณ์น้ำได้อย่างทันท่วงทีต่อไปแล้ว



