
แจ็ค หม่าวิพากษ์สหรัฐ ทุ่มทำสงครามแทนโครงสร้างพื้นฐาน
มหาเศรษฐีแจ็ค หม่าตอบตรงบนเวทีดาวอส เศรษฐกิจอเมริกาแผ่วอย่าโทษจีน โทษตัวเองผลาญเงินมหาศาลทำสงครามและวอลสตรีท แทนลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน
ระหว่างร่วมประชุม"เวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม" เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ แจ็ค หม่า ผู้ก่อตั้ง อาลีบีบา เวบไซต์อีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ของโลก ตอบคำถามผู้สื่อข่าวในประเด็นเศรษฐกิจสหรัฐที่เกี่ยวเนื่องกับจีนและปฏิกริยาของชาวอเมริกันต่อโลกาภิวัฒน์ที่สะท้อนผ่านชัยชนะของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งต่อมาทรัมป์ขู่ตั้งกำแพงภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนและกล่าวหาจีนมาโดยตลอดว่าทำการค้าไม่เป็นธรรม ขโมยงานของชาวอเมริกัน แต่หม่ากล่าวว่า การโทษจีนในประเด็นเศรษฐกิจ เป็นการชี้นำผิดๆ หากอเมริกาต้องการกล่าวโทษใครสักคน ควรโทษตัวเอง
"ไม่มีประเทศไหนขโมยงานจากคุณ แต่เป็นยุทธศาสตร์ของคุณเอง ที่กระจายรายได้และอะไรต่างๆอย่างไม่เหมาะสม" หม่ากล่าวและเสริมว่า สหรัฐหมดเงินกว่า 14 ล้านล้านดอลลาร์ไปกับการทำสงคราม 13 ครั้งตลอด 30 ปีที่ผ่านมา แทนที่จะนำไปลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานในประเทศ
หม่าอาจไม่ใช่คนแรกที่วิจารณ์นโยบายทำสงครามราคาแพง เพื่อต่อสู้ก่อการร้ายและศัตรูอื่นนอกบ้านตัวเอง แต่มหาเศรษฐีแถวหน้าแดนมังกร กล่าวด้วยว่า นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐอ่อนแอ ไม่ใช่เพราะจีนขโมยงานไปอย่างที่คิด แท้จริงการจ้างงานผลิตนอกประเทศ หรือ เอาท์ซอร์สซิง เป็นยุทธศาสตร์ที่ดีเยี่ยม บริษัทข้ามชาติอเมริกันทำเงินมหาศาลจากโลกาภิวัฒน์ อย่างไอบีเอ็ม ซิสโก ไมโครซอฟต์ โกยกำไรได้มากกว่าธนาคารชั้นนำ 4 แห่งของจีนรวมกันเสียอีก ถามว่าเงินเหล่านั้นไปไหน หม่ากล่าวว่า มีเงินมากเกินไปไหลเข้าวอลสตรีท เมื่อเกิดวิกฤติการเงินปี 2551 รายได้สหรัฐมลายหายไป 19.2 ล้านล้านดอลลาร์ แทนนำไปใช้จ่ายเพื่อโครงสร้างพื้นฐาน ช่วยเหลือชนชั้นแรงงานและพนักงานเงินเดือน
ระหว่างพูดคุยครั้งนี้ หม่า ยังเปิดเผยว่า หนังเรื่องโปรดของเขาคือ "ฟอร์เรสต์ กัมพ์" เพราะเขามองเห็นอาลีบาบาจากเรือจับกุ้งของกัมพ์ โดยยกคำพูดของ กัมพ์ ตัวเอกที่รับบทโดยทอม แฮงค์ ว่า "ไม่มีใครทำเงินจากจับวาฬหรอก แต่เป็นจับกุ้งต่างหาก" และนั่นเป็นวิธีที่เราทำเงิน มหาเศรษฐีรายนี้เผยด้วยว่า อยากจะเกษียณเร็วหน่อย "ผมไม่อยากตายในออฟฟิศ อยากตายบนชายหาดมากกว่า"



